สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ นักลงทุนที่รักทุกคน! ✨ ช่วงนี้หลายคนคงกำลังมองหาช่องทางเพิ่มพูนความมั่งคั่งกันอยู่ใช่ไหมคะ? โดยเฉพาะเรื่องประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-linked) หรือประกันสะสมทรัพย์ต่างๆ ที่ดูจะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่เพียงแต่ให้ความคุ้มครองชีวิตเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้เงินของเรางอกเงยไปกับการลงทุนอีกด้วย แต่ด้วยตัวเลือกที่มากมายในตลาด ทั้งจากบริษัทประกันชั้นนำหลายแห่ง แต่ละแห่งก็มีจุดเด่นและกลยุทธ์การลงทุนที่แตกต่างกันไป ทำให้หลายคนปวดหัวกับการตัดสินใจว่าพอร์ตของบริษัทไหนจะให้ผลตอบแทนดีที่สุด และเหมาะกับเป้าหมายทางการเงินของเรามากที่สุดใช่ไหมล่ะคะ?
วันนี้ปาล์มเลยอยากชวนทุกคนมาเจาะลึกกันว่าแต่ละบริษัทประกันหลักๆ ในบ้านเรา เขามีผลงานพอร์ตการลงทุนเป็นอย่างไรบ้าง และมีเคล็ดลับอะไรบ้างที่เราควรรู้ก่อนตัดสินใจเลือกนะคะ เพราะปาล์มเองก็เคยเจอกับคำถามเหล่านี้มาเยอะมาก และอยากแบ่งปันประสบการณ์จริงที่ได้ไปศึกษาค้นคว้ามาเองกับมือ เพื่อให้เพื่อนๆ ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจที่สุดค่ะ มาค่ะ เรามาดูกันอย่างละเอียดเลยดีกว่าว่าแต่ละเจ้ามีทีเด็ดอะไรซ่อนอยู่บ้างมาหาคำตอบกันให้ชัดๆ ในบทความนี้เลยค่ะ!
สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักลงทุน! ปาล์มกลับมาอีกแล้วค่ะ หลังจากที่เราคุยกันเรื่องภาพรวมของประกันชีวิตควบการลงทุนไปแล้ว วันนี้ปาล์มจะพาไปเจาะลึกกันถึงพอร์ตการลงทุนของบริษัทประกันเจ้าดังๆ ในบ้านเรากันเลย เพราะรู้ไหมคะว่าแต่ละบริษัทเขาก็มี “ทีเด็ด” ไม่เหมือนกันเลยนะ ซึ่งนี่แหละค่ะคือหัวใจสำคัญที่เราต้องรู้ก่อนตัดสินใจเลือก ว่าแบบไหนจะตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินและสไตล์ของเราได้ดีที่สุด ปาล์มเองก็เคยงงๆ อยู่ตั้งนานกว่าจะหาข้อมูลมาเปรียบเทียบได้แบบละเอียด วันนี้เลยอยากจะเอาข้อมูลจากประสบการณ์ตรงและการศึกษาค้นคว้ามาแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันแบบเข้าใจง่ายๆ จะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวแบบปาล์มไงคะ!
มาดูกันเลยว่าบริษัทไหนมีกลยุทธ์อะไรเด่นๆ ที่น่าสนใจบ้าง
แกะรอยพอร์ตลงทุนของ AIA: เสถียรภาพที่มาพร้อมโอกาส

การบริหารจัดการกองทุนของ AIA ที่น่าสนใจ
บริษัท AIA เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของความมั่นคงและประสบการณ์ที่ยาวนานในตลาดประกันชีวิตของประเทศไทยนะคะ สำหรับผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-linked) ของ AIA เนี่ย เขามีจุดเด่นอยู่ที่การบริหารจัดการกองทุนที่ค่อนข้างเป็นมืออาชีพมากๆ เลยค่ะ ปาล์มเคยได้ยินมาว่าทาง AIA มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่คอยดูแลและปรับพอร์ตการลงทุนอย่างใกล้ชิด ทำให้ผู้เอาประกันรู้สึกอุ่นใจได้ในระดับหนึ่งเลยนะ โดยปกติแล้ว พอร์ตการลงทุนของ AIA จะมีความหลากหลาย ทั้งในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ-ปานกลาง อย่างตราสารหนี้ ไปจนถึงสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างหุ้น ทั้งในและต่างประเทศ แต่ที่ปาล์มชอบคือเขามีกลยุทธ์ที่เรียกว่า “Re-Balance พอร์ตลงทุนตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย” ซึ่งช่วยให้พอร์ตของเรายังคงสอดคล้องกับเป้าหมายและความเสี่ยงที่เรายอมรับได้อยู่เสมอ ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะต้องปรับเองบ่อยๆ เลยค่ะ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน ซึ่งเหมาะกับคนที่ต้องการสะสมความมั่งคั่งไปพร้อมๆ กับการได้รับความคุ้มครองชีวิตอย่างต่อเนื่องเลยนะ
ข้อสังเกตจากประสบการณ์ตรงกับ AIA Unit-linked
จากที่ปาล์มได้ศึกษาและพูดคุยกับเพื่อนๆ ที่ถือ Unit-linked ของ AIA มาบ้าง สิ่งที่สัมผัสได้คือเขาเน้นความยืดหยุ่นในการเลือกกองทุนค่อนข้างมาก แต่ละกองทุนก็มีนโยบายที่ชัดเจน เราสามารถเลือกได้ตามระดับความเสี่ยงที่รับได้เลยค่ะ ส่วนตัวปาล์มมองว่าถ้าใครที่อยากเริ่มต้นลงทุนผ่านประกัน โดยที่ยังไม่เชี่ยวชาญมากนัก แต่อยากให้มืออาชีพช่วยดูแล ก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ เพราะมีตัวเลือกกองทุนจาก บลจ.
(บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน) ชั้นนำให้เราเลือกหลากหลาย แถมยังมีรายงานผลการดำเนินงานให้ตรวจสอบได้ตลอดเวลา ทำให้เราเห็นภาพรวมของเงินลงทุนได้ค่อนข้างโปร่งใส แต่ก็ต้องเข้าใจนะว่าผลตอบแทนที่ได้จะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของกองทุนที่เราเลือกจริงๆ ไม่มีการการันตีผลตอบแทนที่แน่นอนเหมือนประกันสะสมทรัพย์แบบเก่าๆ นะคะ ดังนั้น การศึกษาข้อมูลกองทุนที่เราสนใจเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ก่อนตัดสินใจเลยค่ะ
เมืองไทยประกันชีวิต: พอร์ตแข็งแกร่ง ตอบโจทย์หลากหลาย
กลยุทธ์และจุดเด่นของเมืองไทยประกันชีวิต
สำหรับเมืองไทยประกันชีวิตเนี่ย ปาล์มมองว่าเขาเป็นอีกหนึ่งเจ้าที่โดดเด่นมากๆ ในตลาดบ้านเรานะคะ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุนของเขาที่มักจะนำเสนอโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าจริงๆ ค่ะ สิ่งที่ปาล์มสังเกตได้คือ เมืองไทยประกันชีวิตมักจะมีตัวเลือกกองทุนที่ครอบคลุมทั้งสินทรัพย์ประเภทความเสี่ยงต่ำไปจนถึงความเสี่ยงสูง เพื่อให้ลูกค้าสามารถจัดพอร์ตการลงทุนได้ตามความเหมาะสมกับช่วงอายุและเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง เขาเน้นย้ำถึงความยืดหยุ่นที่ผู้เอาประกันสามารถปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนได้เอง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ที่อยากบริหารเงินด้วยตัวเองชอบมากๆ เลยนะ เช่น เราสามารถเลือกเพิ่มเบี้ยประกันเพื่อการลงทุน หรือถอนเงินบางส่วนออกมาใช้เมื่อจำเป็นได้ด้วย และที่สำคัญคือเขามักจะนำเสนอกองทุนรวมคุณภาพจาก บลจ.
ชั้นนำ ที่บริหารโดยผู้เชี่ยวชาญ ทำให้เรามั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าเงินของเราได้รับการดูแลอย่างดีค่ะ
ประสบการณ์กับผลิตภัณฑ์ Unit-linked ของเมืองไทยประกันชีวิต
จากที่เคยคุยกับตัวแทนและศึกษาข้อมูลมา เมืองไทยประกันชีวิตมักจะมีแคมเปญหรือแบบประกันที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างน่าสนใจเลยนะ อย่างเช่นแบบประกันที่เน้นการชำระเบี้ยครั้งเดียวแล้วคุ้มครองยาวไปจนถึงอายุ 99 ปี พร้อมให้โอกาสลงทุนในกองทุนรวมที่เลือกเองได้ ปาล์มว่าเหมาะมากๆ สำหรับคนที่อยากสร้างหลักประกันก้อนใหญ่ให้กับครอบครัวไปพร้อมๆ กับการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวด้วยการลงทุนแบบ Active หน่อยๆ ค่ะ สิ่งที่ประทับใจอีกอย่างคือความโปร่งใสเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะในเอกสารกรมธรรม์จะมีการระบุค่าธรรมเนียมต่างๆ อย่างชัดเจน ทำให้เราเข้าใจว่าเงินเบี้ยประกันของเราถูกนำไปใช้ในส่วนไหนบ้าง ทั้งค่าความคุ้มครอง ค่าบริหารจัดการกรมธรรม์ และส่วนที่นำไปลงทุนจริงๆ ซึ่งตรงนี้ทำให้เราวางแผนได้แม่นยำขึ้นเยอะเลยค่ะ
กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต: นวัตกรรมและความยืดหยุ่น
แนวคิดการลงทุนของกรุงไทย-แอกซ่า
กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิตเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ปาล์มเห็นว่ามีนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมากๆ ค่ะ จุดเด่นของเขาคือการผสานความเชี่ยวชาญด้านการประกันชีวิตของไทยเข้ากับประสบการณ์ระดับโลกของ AXA ทำให้มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่ซับซ้อนของนักลงทุนยุคใหม่ได้ดีเลยทีเดียว สำหรับประกันชีวิตควบการลงทุนของกรุงไทย-แอกซ่า ปาล์มเห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับการ “ออกแบบแผนความคุ้มครองได้อย่างอิสระ” ซึ่งหมายความว่าเราสามารถเลือกความคุ้มครองชีวิตที่สูงเมื่อเทียบกับเบี้ยประกัน หรือจะเน้นไปที่การลงทุนเป็นหลักก็ได้ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของเราเลย นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอกองทุนรวมที่คัดสรรมาอย่างดี และบริหารโดยผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ผู้เอาประกันมีทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลายและมั่นใจได้ในระดับหนึ่งค่ะ
ความยืดหยุ่นที่กรุงไทย-แอกซ่ามอบให้
สิ่งที่ปาล์มชอบมากๆ ในผลิตภัณฑ์ Unit-linked ของกรุงไทย-แอกซ่าคือเรื่องของ “ความยืดหยุ่น” ที่เขาให้มาแบบเต็มๆ เลยค่ะ เราสามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนและความคุ้มครองได้ตามช่วงชีวิตและความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นอะไรที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงมากๆ เลยนะ เพราะคนเราไม่ได้มีความต้องการเหมือนเดิมตลอดเวลาใช่ไหมล่ะคะ?
บางช่วงอาจต้องการความคุ้มครองสูงๆ เพื่อดูแลคนที่เรารัก แต่พอถึงอีกช่วงชีวิตหนึ่ง เช่น มีเงินเก็บมากขึ้น อาจจะอยากเน้นไปที่การลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อวัยเกษียณ เขาก็มีให้เลือกทั้งแบบชำระเบี้ยรายงวดและชำระเบี้ยครั้งเดียว ซึ่งแต่ละแบบก็มีจุดเด่นและเหมาะกับสไตล์การเงินที่แตกต่างกันไป ที่สำคัญคือเขายังมีโบนัสพิเศษสำหรับการถือกรมธรรม์ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่ดีมากๆ เลยค่ะ
FWD ประกันชีวิต: เน้นดิจิทัล เข้าถึงง่าย สไตล์คนยุคใหม่
การลงทุนยุคดิจิทัลกับ FWD
FWD เป็นอีกหนึ่งบริษัทประกันที่มาแรงและน่าจับตามากๆ ในช่วงนี้นะคะ ด้วยภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและเน้นการเข้าถึงลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัล ปาล์มมองว่า FWD ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่คุ้นเคยกับการทำธุรกรรมออนไลน์และต้องการความสะดวกรวดเร็วมากๆ เลยค่ะ สำหรับผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุนของ FWD เขามักจะนำเสนอความยืดหยุ่นและทางเลือกที่หลากหลาย เพื่อให้เราสามารถจัดพอร์ตการลงทุนได้ตามความต้องการ โดยมีกองทุนรวมคุณภาพให้เลือกสรร เพื่อให้เงินของเรามีโอกาสเติบโตไปพร้อมๆ กับการได้รับความคุ้มครองชีวิต ปาล์มรู้สึกว่าเขามีความเข้าใจกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความคล่องตัวและต้องการบริหารจัดการพอร์ตของตัวเองได้ง่ายๆ ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลของบริษัทค่ะ
สิทธิประโยชน์และข้อพิจารณา
สิ่งที่ FWD เน้นย้ำคือการให้ความคุ้มครองชีวิตที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม และมีส่วนของการลงทุนที่เปิดโอกาสให้เงินทำงานได้อย่างเต็มที่ บางผลิตภัณฑ์ประกันสะสมทรัพย์ของเขายังมีจุดเด่นที่น่าสนใจ เช่น การจ่ายเบี้ยสั้นแต่คุ้มครองนาน หรือการให้ผลตอบแทนรวมที่น่าสนใจ พร้อมลดหย่อนภาษีได้ด้วย ซึ่งตรงนี้ต้องดูรายละเอียดแต่ละแบบประกันดีๆ นะคะว่าผลตอบแทนที่การันตีและไม่การันตีเป็นอย่างไร จากประสบการณ์ของปาล์มและเพื่อนๆ ที่เลือก FWD หลายคนชอบตรงที่เขามีการสื่อสารที่ชัดเจนและมีเครื่องมือออนไลน์ที่ช่วยให้เราติดตามผลการลงทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความโปร่งใสและความสะดวกสบายในการจัดการพอร์ตของตัวเองค่ะ
พรูเด็นเชียล ประเทศไทย: ความเชี่ยวชาญระดับสากล
แนวทางการลงทุนที่แข็งแกร่ง
พรูเด็นเชียล ประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งบริษัทประกันชีวิตที่มีชื่อเสียงระดับโลกและมีประสบการณ์ยาวนานมากๆ ค่ะ สิ่งที่ปาล์มประทับใจคือความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งส่งผลดีต่อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุนของเขามากๆ เลยนะ พรูเด็นเชียลเน้นการนำเสนอโซลูชั่นที่ครอบคลุม ทั้งความคุ้มครองชีวิตและโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ปาล์มเคยอ่านเจอว่าเขามีการจัดงานรวมพลังตัวแทนที่ผลิตผลงานยอดเยี่ยมจากทั่วเอเชียและแอฟริกา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นในการพัฒนาบุคลากรและผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเลยค่ะ
ข้อดีที่สัมผัสได้จากพรูเด็นเชียล

จากที่ปาล์มได้ศึกษาและพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ สิ่งที่ทำให้พรูเด็นเชียลโดดเด่นคือเรื่องของ “การวางแผนความมั่งคั่ง” แบบครบวงจร เขาไม่ได้มองแค่เรื่องประกันชีวิต แต่ยังรวมถึงการวางแผนการเงินในระยะยาว ทั้งเพื่อการเกษียณ เพื่อการศึกษาบุตร หรือเพื่อส่งต่อมรดก ผลิตภัณฑ์ Unit-linked ของพรูเด็นเชียลก็ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเป้าหมายเหล่านี้ โดยให้ความคุ้มครองชีวิตที่สูง และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนที่หลากหลายตามระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ นอกจากนี้ เขายังมีความโปร่งใสในเรื่องของค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ในกรมธรรม์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เอาประกันควรให้ความสนใจก่อนตัดสินใจทำประกันค่ะ ปาล์มรู้สึกว่าการที่เขาเน้นย้ำเรื่องความรู้และการให้ข้อมูลที่ชัดเจน ช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้นจริงๆ นะ
ไทยประกันชีวิต: ผสานความคุ้มครองและโอกาสลงทุน
ปรัชญาการลงทุนของไทยประกันชีวิต
ไทยประกันชีวิตเป็นบริษัทประกันของคนไทยที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนานนะคะ สิ่งที่ปาล์มรู้สึกได้จากไทยประกันชีวิตคือการที่เขาพยายามผสาน “ความคุ้มครองชีวิต” ที่เป็นหัวใจหลักของประกันเข้ากับ “โอกาสในการลงทุน” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบันที่อยากให้เงินทำงานไปด้วย สำหรับผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุนของไทยประกันชีวิตนั้น เขาเน้นความยืดหยุ่นในการบริหารเงินลงทุน โดยให้ผู้เอาประกันสามารถเลือกกองทุนรวมที่เหมาะสมกับเป้าหมายและความเสี่ยงของตัวเองได้ ปาล์มมองว่านี่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการให้ความคุ้มครองแก่ครอบครัว พร้อมกับมีโอกาสที่เงินออมจะเติบโตขึ้นตามภาวะตลาดค่ะ
ทางเลือกที่หลากหลายเพื่อการเงินที่มั่นคง
สิ่งที่ไทยประกันชีวิตนำเสนอผ่านผลิตภัณฑ์ Unit-linked คือ “ทางเลือกที่ยืดหยุ่น” ในการชำระเบี้ยประกันและการปรับเปลี่ยนความคุ้มครอง เราสามารถเลือกระยะเวลาการจ่ายเบี้ยได้ตามความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นแบบจ่ายเบี้ยรายงวดที่กำหนดจำนวนปี หรือแบบจ่ายเบี้ยครั้งเดียว ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดีที่แตกต่างกันไป นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มลดความคุ้มครองชีวิตได้ตามช่วงวัยและความต้องการที่เปลี่ยนไป ทำให้รู้สึกว่าประกันนี้ “อยู่กับเราได้ตลอดชีวิต” จริงๆ ค่ะ การที่เขามีกองทุนรวมให้เลือกหลากหลายนโยบายก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้เราสามารถกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนได้ดีขึ้น ปาล์มคิดว่าถ้าใครที่มองหาประกันที่ให้ความคุ้มครองที่มั่นคง แต่ก็อยากลองให้เงินทำงานผ่านการลงทุนด้วย ก็ไม่ควรมองข้ามไทยประกันชีวิตเลยนะคะ
ตารางเปรียบเทียบภาพรวมบริษัทประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-linked)
| บริษัทประกัน | จุดเด่นหลัก (โดยภาพรวม) | ความยืดหยุ่นในการบริหาร | การเข้าถึงกองทุน |
|---|---|---|---|
| AIA | เน้นความมั่นคง ประสบการณ์ยาวนาน ทีมผู้เชี่ยวชาญบริหารพอร์ตแบบ Re-Balance | ปรับแผนความคุ้มครอง/การลงทุนได้ มีกลยุทธ์ Re-Balance พอร์ตให้ | มีตัวเลือกกองทุนหลากหลายจาก บลจ. ชั้นนำ เน้นลงทุนระยะยาว |
| เมืองไทยประกันชีวิต | ผลิตภัณฑ์หลากหลาย ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่ม มีแคมเปญน่าสนใจ | ปรับเพิ่มเบี้ยเพื่อลงทุน, ถอนเงินบางส่วนได้, เลือกชำระเบี้ยได้หลายแบบ | กองทุนรวมคุณภาพจาก บลจ. ชั้นนำ |
| กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต | นวัตกรรม ผสานความเชี่ยวชาญไทย-สากล เน้นการออกแบบเฉพาะบุคคล | ยืดหยุ่นสูง ปรับสัดส่วนความคุ้มครอง/ลงทุนได้ตามช่วงชีวิต มีโบนัสพิเศษ | คัดสรรกองทุนรวมคุณภาพ บริหารโดยผู้เชี่ยวชาญ |
| FWD ประกันชีวิต | ภาพลักษณ์ทันสมัย เน้นดิจิทัล เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ | แพลตฟอร์มออนไลน์จัดการง่าย, มีประกันสะสมทรัพย์เน้นผลตอบแทนและลดหย่อนภาษี | กองทุนรวมคุณภาพ เน้นความสะดวกในการติดตามผล |
| พรูเด็นเชียล ประเทศไทย | ความเชี่ยวชาญระดับสากล การวางแผนความมั่งคั่งครบวงจร | ความคุ้มครองสูง, โอกาสสร้างผลตอบแทนจากกองทุนหลากหลาย, โปร่งใสเรื่องค่าธรรมเนียม | กองทุนรวมที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก |
| ไทยประกันชีวิต | บริษัทของคนไทย ผสานความคุ้มครองและโอกาสลงทุนอย่างลงตัว | เลือกระยะเวลาจ่ายเบี้ยได้, เพิ่มลดความคุ้มครองได้ตามวัย | มีกองทุนรวมให้เลือกหลากหลายนโยบาย |
ถอดรหัสค่าธรรมเนียม: สิ่งที่มองข้ามไม่ได้ในการลงทุนผ่านประกัน
ประเภทของค่าธรรมเนียมที่ต้องรู้
พอพูดถึงประกันชีวิตควบการลงทุน หรือ Unit-linked แล้ว อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้ผลตอบแทนเลยก็คือ “ค่าธรรมเนียม” นี่แหละค่ะเพื่อนๆ ปาล์มเคยเห็นมาเยอะแล้วที่บางคนมัวแต่ดูผลตอบแทนจนลืมดูค่าธรรมเนียม ทำให้ผลตอบแทนที่ได้มาลดลงไปเยอะเลยนะ!
โดยหลักๆ แล้วค่าธรรมเนียมใน Unit-linked จะมีอยู่หลายส่วนเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ค่าดำเนินการประกันภัย หรือค่าเปิดกรมธรรม์ในช่วงปีแรกๆ ซึ่งบางบริษัทอาจจะหักเยอะหน่อยในช่วงแรก แล้วค่อยๆ ลดลงในปีถัดไป ถัดมาคือค่าบริหารกรมธรรม์ อันนี้จะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากมูลค่าเงินลงทุนของเรา เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลพอร์ตและการบริการต่างๆ และที่สำคัญอีกอย่างคือค่าการประกันภัย หรือ COI (Cost of Insurance) ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับความคุ้มครองชีวิตนั่นเองค่ะ ค่านี้จะขึ้นอยู่กับอายุ เพศ และทุนประกันที่เราเลือก ยิ่งอายุมาก ค่า COI ก็ยิ่งสูงขึ้นนะคะ นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมกองทุนรวมอีกด้วย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ดูแลกองทุนที่เราเลือกลงทุนค่ะ
เคล็ดลับการจัดการค่าธรรมเนียมอย่างชาญฉลาด
จากประสบการณ์ของปาล์มเนี่ย การเข้าใจโครงสร้างค่าธรรมเนียมเหล่านี้จะช่วยให้เราวางแผนได้ดีขึ้นมากๆ เลยนะ อย่างแรกเลยคือ “อ่านรายละเอียดกรมธรรม์ให้ละเอียด” ค่ะ อย่าเพิ่งเซ็นชื่อถ้ายังไม่เข้าใจว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง หักเท่าไหร่ และหักเมื่อไหร่ ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนให้ถามตัวแทนหรือผู้เชี่ยวชาญทันทีเลยค่ะ บางบริษัทอาจมีค่าธรรมเนียมการถอนเงินในช่วงปีแรกๆ ด้วยนะ ถ้าเราจำเป็นต้องถอนเงินก่อนกำหนด อาจจะไม่คุ้มค่ะ อีกเคล็ดลับคือ “พิจารณาการลงทุนระยะยาว” ค่ะ เพราะค่าธรรมเนียมหลายๆ อย่างจะดูสมเหตุสมผลมากขึ้นเมื่อเราถือกรมธรรม์ไปนานๆ โดยเฉพาะค่าดำเนินการประกันภัยที่มักจะถูกหักเยอะในช่วงแรก หากเราถือยาวๆ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็จะถูกเฉลี่ยออกไป ทำให้คุ้มค่ากว่าในระยะยาวค่ะ และสุดท้ายคือ “เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม” ของแต่ละบริษัทด้วยนะ เพราะแต่ละเจ้ามีโครงสร้างที่แตกต่างกัน การเปรียบเทียบจะช่วยให้เราเลือกแบบที่เหมาะสมกับเราที่สุดค่ะ
เลือกกองทุนให้ถูกใจ: ปัจจัยสำคัญสู่ผลตอบแทนที่ดี
เข้าใจนโยบายและระดับความเสี่ยงของกองทุน
เมื่อเราตัดสินใจทำประกันชีวิตควบการลงทุนแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อมาและสำคัญมากๆ เลยก็คือ “การเลือกกองทุน” ที่จะนำเงินของเราไปลงทุนนั่นเองค่ะ ปาล์มเคยเห็นหลายคนทำประกันมาแล้ว แต่ไม่ค่อยได้ดูว่าเงินไปลงทุนในกองทุนอะไรบ้าง สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าผลตอบแทนมาจากไหนหรือทำไมถึงไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ เคล็ดลับง่ายๆ คือเราต้องเริ่มจากการ “ทำความเข้าใจนโยบายการลงทุน” ของแต่ละกองทุนก่อนเลยค่ะ กองทุนรวมมีหลากหลายประเภท ทั้งกองทุนตราสารหนี้ กองทุนหุ้น กองทุนผสม หรือกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ ซึ่งแต่ละประเภทก็มีระดับความเสี่ยงและโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่แตกต่างกัน ถ้าเราเป็นคนรับความเสี่ยงได้น้อย ก็อาจจะเน้นกองทุนตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอแต่ไม่สูงมาก แต่ถ้าเรารับความเสี่ยงได้สูงและต้องการผลตอบแทนที่หวือหวาหน่อย ก็อาจจะเลือกกองทุนหุ้นหรือกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ การประเมินความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเลยนะคะ เพราะถ้าเลือกกองทุนที่เสี่ยงเกินไปแล้วเจอภาวะตลาดผันผวน อาจทำให้เราใจไม่ดีได้ค่ะ
ปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาในการเลือกกองทุน
นอกจากนโยบายการลงทุนแล้ว ปาล์มอยากให้เพื่อนๆ ดู “ประวัติผลการดำเนินงานย้อนหลัง” ของกองทุนด้วยนะ แม้ว่าผลงานในอดีตจะไม่ได้รับประกันผลงานในอนาคต แต่ก็พอจะใช้เป็นแนวทางในการประเมินฝีมือของผู้จัดการกองทุนได้ค่ะ ดูว่ากองทุนนั้นๆ มีผลงานสม่ำเสมอแค่ไหนเมื่อเทียบกับกองทุนประเภทเดียวกันในตลาด นอกจากนี้ก็ต้องพิจารณา “ค่าธรรมเนียมกองทุน” ด้วยนะคะ เพราะแต่ละกองทุนก็มีค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันไป ทั้งค่าธรรมเนียมการจัดการ ค่าธรรมเนียมการซื้อ-ขาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนสุทธิของเราโดยตรง และสุดท้ายที่ปาล์มอยากจะเน้นย้ำคือ “ความสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงิน” ของเราเองค่ะ เราทำประกัน Unit-linked เพื่ออะไร?
เพื่อเกษียณ? เพื่อการศึกษาบุตร? หรือเพื่อเป็นมรดก?
เป้าหมายเหล่านี้จะช่วยกำหนดระยะเวลาการลงทุนและประเภทของกองทุนที่เราควรเลือกให้เหมาะสมค่ะ ถ้าไม่มั่นใจจริงๆ ก็อย่าลืมปรึกษาตัวแทนหรือผู้เชี่ยวชาญทางการเงินเพื่อขอคำแนะนำนะคะ
글을마치며
เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ ปาล์มหวังว่าข้อมูลที่รวบรวมมาให้แบบจัดเต็มในวันนี้ จะช่วยให้ทุกคนเห็นภาพรวมของผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุนจากบริษัทชั้นนำในบ้านเราได้ชัดเจนขึ้นนะคะ การเลือกประกัน Unit-linked ที่ใช่ เหมือนกับการเจอคู่ชีวิตทางการเงินเลยค่ะ ต้องศึกษาให้ดี ทำความเข้าใจทุกแง่มุม เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องการลงทุน แต่เป็นการวางแผนชีวิตเพื่อคนที่เรารักและเพื่อตัวเราเองในระยะยาวด้วยค่ะ
จำไว้นะคะว่าไม่มีแบบประกันไหนที่ “ดีที่สุด” สำหรับทุกคน แต่มีแบบประกันที่ “เหมาะสมที่สุด” สำหรับแต่ละคนต่างหากค่ะ
알아두면 쓸모 있는 정보
1. ประกัน Unit-linked ไม่ได้การันตีผลตอบแทน แต่ให้โอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามผลงานของกองทุนรวมที่เราเลือก
2. ค่าธรรมเนียมใน Unit-linked มีหลายส่วน ทั้งค่าดำเนินการ, ค่าบริหารกรมธรรม์, และค่าการประกันภัย (COI) ซึ่งจะสูงในช่วงปีแรกๆ และลดลงเมื่ออายุกรมธรรม์มากขึ้น
3. ความยืดหยุ่นคือหัวใจของ Unit-linked เราสามารถปรับเปลี่ยนความคุ้มครองและแผนการลงทุนได้ตามช่วงชีวิตและความต้องการที่เปลี่ยนไป
4. ควรศึกษาข้อมูลกองทุนรวมที่เราสนใจอย่างละเอียด ทั้งนโยบายการลงทุน ระดับความเสี่ยง และผลการดำเนินงานย้อนหลัง เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของเรา
5. เบี้ยประกัน Unit-linked สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้บางส่วน เฉพาะค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในกรมธรรม์เท่านั้น ส่วนที่นำไปลงทุนไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้
중요 사항 정리
จากการที่เราได้เจาะลึกพอร์ตลงทุนของแต่ละบริษัทประกันชั้นนำ รวมถึงทำความเข้าใจเรื่องค่าธรรมเนียมและการเลือกกองทุนมาด้วยกัน สิ่งสำคัญที่ปาล์มอยากเน้นย้ำคือ ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-linked) เป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีความยืดหยุ่นสูงมากๆ สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งความคุ้มครองชีวิตและโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งจากการลงทุน แต่สิ่งที่เราต้องไม่ลืมเลยคือ การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง และผลตอบแทนไม่ได้การันตีเหมือนประกันแบบดั้งเดิม ดังนั้น การศึกษาข้อมูลอย่างถ่องแท้ ทั้งในส่วนของนโยบายบริษัท, แผนการลงทุนที่เสนอ, โครงสร้างค่าธรรมเนียมที่โปร่งใส, และการเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด
ปาล์มขอแนะนำให้เพื่อนๆ ทุกคนพิจารณาเป้าหมายทางการเงินของตัวเองให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการเกษียณ เพื่อการศึกษาบุตร หรือเพื่อส่งต่อมรดก สิ่งเหล่านี้จะช่วยกำหนดทิศทางการลงทุนของเราได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญ อย่าลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือตัวแทนที่น่าเชื่อถือ เพื่อขอคำแนะนำและออกแบบแผนที่ตรงใจที่สุด เพราะการมีที่ปรึกษาดีๆ จะช่วยให้เรามั่นใจและไปถึงเป้าหมายได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-linked) กับประกันสะสมทรัพย์ แตกต่างกันยังไง แล้วแบบไหนเหมาะกับเรามากกว่ากันคะ?
ตอบ: อู้หู! คำถามยอดฮิตเลยค่ะเพื่อนๆ ปาล์มบอกเลยว่าสองแบบนี้แม้จะดูคล้ายกัน แต่มีหัวใจสำคัญที่ต่างกันลิบลับเลยค่ะ ประกันชีวิตควบการลงทุน หรือ Unit-linked เนี่ย เบี้ยประกันที่เราจ่ายไปจะถูกแบ่งเป็นสองส่วนชัดเจน ส่วนแรกคือค่าความคุ้มครองชีวิตและค่าธรรมเนียมต่างๆ ส่วนที่สองจะนำไปลงทุนในกองทุนรวมที่เราเลือกเองได้เลยค่ะ ข้อดีคือมันยืดหยุ่นมากๆ ทั้งเรื่องความคุ้มครองที่เราปรับได้ตามช่วงชีวิต จะเพิ่มจะลดก็ได้ หรือแม้แต่หยุดพักชำระเบี้ยชั่วคราวก็ได้ถ้าเงินลงทุนในพอร์ตเรายังพอ แถมยังมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าประกันแบบอื่น เพราะผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของกองทุนที่เราเลือกค่ะ แต่ก็ต้องเข้าใจนะคะว่ามันมีความเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะผลตอบแทนไม่คงที่เหมือนกับการลงทุนทั่วไป ถ้าตลาดไม่ดี พอร์ตเราก็อาจจะติดลบได้เหมือนกัน ปาล์มเองก็เคยเห็นบางคนบอกว่าปีแรกเงินลงทุนหายไปเยอะ ไม่ต้องตกใจนะคะ เพราะมันมีค่าใช้จ่ายช่วงแรกที่สูงกว่าประกันแบบอื่นอยู่แล้ว แต่ข้อดีคือมันโปร่งใส เราเห็นค่าใช้จ่ายชัดเจนค่ะส่วนประกันสะสมทรัพย์เนี่ย จะเน้นการออมเงินควบคู่ไปกับการคุ้มครองชีวิตค่ะ จุดเด่นคือเขาจะการันตีเงินคืนตามสัญญาเลยค่ะ จะเป็นเงินก้อนตอนครบสัญญา หรือทยอยรับคืนระหว่างทางก็ได้ ความเสี่ยงต่ำมาก แทบไม่มีเลย เพราะบริษัทประกันจะเป็นคนบริหารการลงทุนเอง เหมาะสำหรับคนที่อยากสร้างวินัยการออมแบบสบายใจ ไม่ชอบความผันผวนของตลาดหุ้น และต้องการเงินก้อนที่แน่นอนไว้ใช้ในอนาคต เช่น เป็นทุนการศึกษาลูก หรือเงินเกษียณ ที่สำคัญคือเบี้ยประกันส่วนนี้สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวนตามเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนดด้วยค่ะสรุปง่ายๆ เลยนะคะ ถ้าเราเป็นสายลุย ชอบการลงทุน รับความเสี่ยงได้ อยากมีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงๆ และปรับเปลี่ยนแผนได้ตามใจชอบ Unit-linked น่าจะตอบโจทย์กว่าค่ะ แต่ถ้าเราเป็นสายออม อยากได้ความมั่นคง ไม่อยากลุ้นกับตลาด และอยากได้เงินคืนแน่นอน พร้อมลดหย่อนภาษี ประกันสะสมทรัพย์นี่แหละค่ะคือเพื่อนแท้ของเรา ลองดูเป้าหมายทางการเงินและระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ แล้วค่อยตัดสินใจนะคะ!
ถาม: แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าพอร์ตการลงทุนของบริษัทประกันไหนให้ผลตอบแทนดีที่สุดคะ? มีวิธีเปรียบเทียบยังไงบ้าง?
ตอบ: นี่เป็นคำถามที่ปาล์มเองก็เคยหัวหมุนเหมือนกันค่ะ เพราะแต่ละบริษัทก็มีกองทุนให้เลือกเยอะแยะไปหมด! สิ่งแรกที่เราต้องทำความเข้าใจคือ ประกัน Unit-linked ผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับกองทุนที่เราเลือกค่ะ ไม่ใช่ผลตอบแทนที่บริษัทประกันการันตี ดังนั้น การจะดูว่าพอร์ตไหนดีที่สุด เราต้องเจาะลึกไปที่ “ผลการดำเนินงานของกองทุนรวม” ที่บริษัทนั้นๆ คัดสรรมาให้เราเลือกลงทุนค่ะวิธีเปรียบเทียบง่ายๆ ที่ปาล์มใช้ก็คือ:
1.
ดูจากกองทุนที่เราสนใจ: บริษัทประกันชั้นนำส่วนใหญ่จะเสนอหลากหลายกองทุน ทั้งกองทุนตราสารทุน (หุ้น), ตราสารหนี้, หรือกองทุนผสม ลองดูว่ากองทุนที่บริษัทมีนั้นมีนโยบายการลงทุนแบบไหน สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ไหม
2.
ตรวจสอบประวัติผลตอบแทนย้อนหลัง: แม้ว่าผลตอบแทนในอดีตจะไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต แต่ก็เป็นดัชนีชี้วัดที่ดีค่ะ ลองดูผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี ของกองทุนที่เราสนใจแต่ละกอง เว็บไซต์ของบริษัทประกันหรือ Morningstar Thailand มักจะมีข้อมูลเหล่านี้ให้เราศึกษาค่ะ
3.
ค่าธรรมเนียม: อย่ามองข้ามค่าธรรมเนียมต่างๆ นะคะ Unit-linked มีทั้งค่าการประกันชีวิต (COI), ค่าธรรมเนียมการรักษากรมธรรม์, ค่าธรรมเนียมการลงทุน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อผลตอบแทนสุทธิของเราโดยตรงค่ะ ยิ่งค่าธรรมเนียมต่ำเท่าไหร่ เงินเราก็ยิ่งเหลือไปลงทุนได้มากเท่านั้น
4.
ความน่าเชื่อถือของบริษัทประกัน: อันนี้สำคัญมากค่ะ เราต้องมั่นใจว่าบริษัทที่เราจะฝากเงินไว้มีความมั่นคง มีชื่อเสียง และมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่แข็งแกร่ง
5.
บริการเสริมและเครื่องมือช่วยวางแผน: บางบริษัทมีเครื่องมือช่วยวางแผนการลงทุน หรือมีผู้แนะนำการลงทุนที่เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา ซึ่งเป็นประโยชน์มากสำหรับมือใหม่แบบเราๆ ค่ะสำหรับประกันสะสมทรัพย์ การเปรียบเทียบจะตรงไปตรงมามากกว่าค่ะ เพราะผลตอบแทนจะระบุชัดเจนในกรมธรรม์ เราก็แค่ดูว่าบริษัทไหนให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีสูงกว่า หรือมีเงินคืนระหว่างสัญญาที่น่าสนใจกว่าค่ะ ปาล์มแนะนำให้ดูหลายๆ บริษัทนะคะ อย่างที่ SE Life, FWD, กรุงเทพประกันชีวิต ก็มีแบบประกันสะสมทรัพย์ที่น่าสนใจ ลองดูรายละเอียดและเงื่อนไขเปรียบเทียบกันได้เลยค่ะ
ถาม: ปัจจัยสำคัญอะไรบ้างที่เราควรรู้ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อประกันชีวิตควบการลงทุนหรือประกันสะสมทรัพย์ เพื่อให้มั่นใจว่าเลือกได้เหมาะกับตัวเองจริงๆ คะ?
ตอบ: เป็นคำถามที่สำคัญมากๆ เลยค่ะเพื่อนๆ การตัดสินใจเลือกประกันเนี่ยมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะ เพราะมันคือการวางแผนระยะยาวสำหรับชีวิตเราเลย ปาล์มมีปัจจัยสำคัญที่อยากให้ทุกคนพิจารณาแบบละเอียดๆ ก่อนตัดสินใจค่ะ1.
ประเมินความต้องการของตัวเองก่อนเลยค่ะ: อันดับแรกเลย เราต้องรู้ก่อนว่าจริงๆ แล้วเราต้องการอะไรจากประกันนี้กันแน่? เราเน้นความคุ้มครองชีวิตเป็นหลักเลยไหม หรืออยากเน้นลงทุนให้เงินงอกเงยมากกว่า ถ้าเน้นคุ้มครองสูงๆ เบี้ยถูกๆ อาจจะเหมาะกับ Unit-linked ที่สามารถปรับทุนประกันได้ยืดหยุ่น แต่ถ้าเน้นออมเงินเพื่อเป้าหมายชัดเจน มีเงินคืนแน่นอน ประกันสะสมทรัพย์จะตอบโจทย์กว่าค่ะ
2.
ระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้: อันนี้คือหัวใจสำคัญของ Unit-linked เลยนะคะ ถ้าเรายอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ ชอบความท้าทาย อยากมีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงๆ Unit-linked ก็เป็นทางเลือกที่ดีค่ะ แต่ถ้าเราเป็นคนกลัวความผันผวนของตลาด ชอบความชัวร์ๆ ประกันสะสมทรัพย์ที่ผลตอบแทนคงที่และรับความเสี่ยงจากบริษัทประกันจะเป็นทางเลือกที่สบายใจกว่ามากๆ
3.
ความเข้าใจเรื่องการลงทุน: สำหรับ Unit-linked เราต้องมีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนรวมด้วยนะคะ เพราะเราต้องเป็นคนเลือกกองทุนเอง และปรับเปลี่ยนพอร์ตเองตามสถานการณ์ ถ้ายังไม่มั่นใจ อาจจะเลือกแผนสำเร็จรูปที่บริษัทจัดให้ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนค่ะ ส่วนประกันสะสมทรัพย์ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้เลยค่ะ เพราะบริษัทจัดการให้หมด
4.
เบี้ยประกันที่เราสามารถจ่ายได้อย่างต่อเนื่อง: สำคัญมากนะคะที่จะเลือกเบี้ยประกันที่เราไหว ไม่เป็นภาระในระยะยาว เพราะถ้าเราจ่ายไม่ต่อเนื่อง อาจจะทำให้แผนที่เราวางไว้สะดุดได้ค่ะ ยิ่งถ้าเป็น Unit-linked แล้วหยุดส่งเบี้ยบ่อยๆ อาจจะทำให้พอร์ตไม่โตอย่างที่คิด เพราะมีค่าใช้จ่าย COI ที่เพิ่มขึ้นทุกปีค่ะ
5.
ระยะเวลาเป้าหมายทางการเงิน: เรามีเป้าหมายระยะสั้นหรือระยะยาวคะ? ประกัน Unit-linked มักจะเหมาะกับการลงทุนระยะยาว 10-15 ปีขึ้นไป เพื่อให้เห็นผลตอบแทนที่ดี ส่วนประกันสะสมทรัพย์ก็มีทั้งระยะสั้นและระยะยาวให้เลือก ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของเราเลยค่ะปาล์มหวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนนะคะ การเลือกประกันที่ดีที่สุดคือประกันที่เหมาะกับตัวเรามากที่สุดค่ะ อย่าเพิ่งรีบร้อนตัดสินใจนะคะ ค่อยๆ ศึกษา ทำความเข้าใจ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เงินในกระเป๋าของเรางอกเงยอย่างมั่นคงและยั่งยืนค่ะ!
✨





