เคล็ดลับจัดพอร์ตประกันให้คุ้มค่าสูงสุด: ความรู้การเงินที่ห้ามพลาด!

webmaster

보험 포트폴리오 최적화에 필요한 재무 지식 - **Prompt: Family Future Planning**
    "A warm and hopeful scene featuring a young Thai couple, both...

สวัสดีค่ะ/ครับ เพื่อนๆ ชาวบล็อกที่น่ารักทุกคน! วันนี้ฟ้าใสอยากจะชวนทุกคนมาคุยเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนอาจจะมองข้าม แต่สำคัญกับอนาคตของเรามากๆ เลยค่ะ นั่นก็คือ “การจัดพอร์ตประกันให้เหมาะสม” นั่นเอง ช่วงนี้เศรษฐกิจบ้านเราก็ผันผวนเนอะ ค่าครองชีพก็สูงขึ้นทุกวัน แถมโรคภัยไข้เจ็บก็มาแบบไม่ทันตั้งตัวอีก ทำให้หลายคนเริ่มกังวลว่าเงินเก็บที่เรามีมันจะพอไหมนะ ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาจริงๆ ฟ้าใสเองก็เคยอยู่ในจุดที่รู้สึกสับสนว่าจะซื้อประกันแบบไหนดี ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันสะสมทรัพย์ เต็มไปหมดเลยจนปวดหัวไปหมด พอเจอคำว่า “วางแผนการเงิน” ยิ่งดูซับซ้อนเข้าไปใหญ่ แต่พอได้ลองศึกษาจริงจัง ได้คุยกับผู้เชี่ยวชาญ และลองปรับแผนประกันของตัวเองดู บอกเลยว่าชีวิตดีขึ้นเยอะจริงๆ ค่ะ รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก เพราะรู้ว่าเรามีการป้องกันที่ดีพอสำหรับทุกสถานการณ์วันนี้ฟ้าใสเลยอยากจะมาแชร์เคล็ดลับและมุมมองดีๆ ที่จะช่วยให้เพื่อนๆ ทุกคนสามารถจัดพอร์ตประกันให้ตอบโจทย์ชีวิตในแบบของตัวเอง พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างมั่นใจ มาดูกันในบทความด้านล่างนี้เลยค่ะว่าเราจะทำยังไงให้ประกันของเราไม่เป็นภาระ แต่เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงในชีวิตจริงๆ!

มาสำรวจใจตัวเองกันก่อน: เป้าหมายชีวิตและสถานการณ์ส่วนตัวคือจุดเริ่มต้น

보험 포트폴리오 최적화에 필요한 재무 지식 - **Prompt: Family Future Planning**
    "A warm and hopeful scene featuring a young Thai couple, both...

ความฝันของเรากับสิ่งที่ต้องเจอ: ทำไมต้องมีประกัน?

เพื่อนๆ เคยลองนั่งคิดเงียบๆ คนเดียวบ้างไหมคะ ว่าชีวิตข้างหน้าเราอยากจะเป็นแบบไหน? อยากมีบ้าน มีรถ มีเงินเก็บเยอะๆ หรืออยากเกษียณสบายๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน สำหรับฟ้าใสเอง เมื่อก่อนก็คิดแค่ว่าทำงานเก็บเงินไปเรื่อยๆ พอมีพอกินก็พอแล้ว แต่พอเริ่มมีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น เห็นเพื่อนบางคนต้องเจอเรื่องไม่คาดฝัน ทั้งเจ็บป่วยร้ายแรง อุบัติเหตุที่ไม่ทันตั้งตัว หรือแม้กระทั่งต้องดูแลพ่อแม่ที่อายุมากขึ้น ทำให้ฟ้าใสเริ่มตระหนักเลยว่าชีวิตมันไม่ได้เป็นไปตามแผนที่เราวางไว้เสมอไปเลยค่ะ การมีประกันมันไม่ใช่แค่เรื่องการเงิน แต่มันคือการสร้างหลักประกันให้กับความฝันของเรา ให้เราสามารถก้าวเดินต่อไปได้โดยไม่ต้องแบกรับความกังวลทั้งหมดไว้คนเดียว เหมือนมีเพื่อนคอยช่วยประคองเราเวลาที่เราสะดุดล้ม การสำรวจความต้องการของตัวเองอย่างจริงจังจะช่วยให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่าเราควรจะจัดพอร์ตประกันแบบไหนให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และความคาดหวังในชีวิตของเราจริงๆ ค่ะ

ลองถามตัวเองดู: “ตอนนี้ชีวิตเราอยู่ตรงไหน?”

ก่อนจะไปถึงเรื่องประเภทของประกันที่ซับซ้อน ฟ้าใสอยากชวนเพื่อนๆ มาทำความรู้จักกับตัวเองให้มากขึ้นก่อนค่ะ ลองใช้เวลาสักนิด ทบทวนดูว่าตอนนี้เราอยู่ในช่วงวัยไหน สถานะโสด มีครอบครัวแล้ว หรือมีลูกเล็กๆ ที่ต้องดูแล? หน้าที่การงานของเราเป็นอย่างไร มีภาระหนี้สินอะไรบ้างไหม? แล้วที่สำคัญที่สุดคือ เป้าหมายทางการเงินในระยะสั้น กลาง ยาว ของเราคืออะไร? บางคนอาจจะอยากเก็บเงินซื้อบ้าน บางคนอยากส่งลูกเรียนต่างประเทศ หรือบางคนแค่อยากมีเงินใช้สบายๆ ตอนเกษียณ การตอบคำถามเหล่านี้ได้จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของชีวิต และสามารถเลือกประกันที่ตอบโจทย์ความต้องการของเราได้อย่างแท้จริงค่ะ สำหรับฟ้าใสเอง ตอนที่เริ่มทำงานใหม่ๆ ก็เน้นประกันสุขภาพเป็นหลัก เพราะกลัวเจ็บป่วยแล้วกระทบเงินเก็บ แต่พอมีครอบครัว ภาระเพิ่มขึ้น ก็ต้องมาพิจารณาเรื่องประกันชีวิตและประกันสะสมทรัพย์เพิ่ม เพื่อสร้างความมั่นคงให้คนที่เรารักค่ะ ทุกอย่างมันเริ่มต้นจากการเข้าใจตัวเองก่อนเสมอเลยนะ

ทำความรู้จักเพื่อนซี้ทางการเงิน: ประกันแต่ละแบบมีดีต่างกันนะ

ประกันชีวิตไม่ได้มีแค่ “ตายแล้วได้เงิน” นะรู้ยัง?

หลายคนอาจจะติดภาพว่าประกันชีวิตคือเรื่องของ “ความตาย” เท่านั้นใช่ไหมคะ? ฟ้าใสเองก็เคยเป็นค่ะ แต่พอได้ศึกษาจริงๆ จังๆ ก็รู้ว่าประกันชีวิตมันมีหลากหลายรูปแบบและประโยชน์มากกว่านั้นเยอะเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา ที่เน้นความคุ้มครองสูงในราคาที่เอื้อมถึง เหมาะสำหรับคนที่ต้องการสร้างหลักประกันให้ครอบครัวในช่วงที่ยังมีภาระเยอะๆ หรือจะเป็นประกันชีวิตแบบตลอดชีพ ที่คุ้มครองไปจนถึงอายุ 90 ปี หรือ 99 ปี แล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์ แถมบางแบบยังมีมูลค่าเงินสดสะสม ที่เราสามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันหรือกู้ยืมออกมาได้อีกด้วยนะคะ และที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ ประกันสะสมทรัพย์ ที่เป็นการออมเงินไปในตัว พร้อมกับได้รับความคุ้มครองชีวิตด้วย ถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่อยากสร้างวินัยการออมและได้รับผลตอบแทนไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ จะเห็นว่าประกันชีวิตมันมีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์ได้หลายช่วงชีวิตมากๆ เลยนะ

ประกันสุขภาพ: โล่ป้องกันภัยยามป่วยไข้

เรื่องสุขภาพนี่แหละค่ะ ที่ฟ้าใสคิดว่าสำคัญที่สุดและเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยจริงๆ เพราะค่ารักษาพยาบาลสมัยนี้แพงหูฉี่ ถ้าเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาที อาจจะทำให้เงินเก็บที่เราสะสมมาทั้งชีวิตหมดไปได้ในพริบตาเลยนะ ประกันสุขภาพเลยเปรียบเสมือนโล่ป้องกันภัยที่ช่วยให้เราอุ่นใจได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดเล็กๆ น้อยๆ จนไปถึงโรคร้ายแรงที่ต้องผ่าตัดหรือรักษาพยาบาลเป็นเวลานาน ประกันสุขภาพจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้เยอะมากๆ เลยค่ะ ส่วนตัวฟ้าใสเองเคยมีประสบการณ์ที่ต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะอาหารเป็นพิษ ค่าใช้จ่ายก็ไม่ใช่เล่นๆ เลยค่ะ แต่โชคดีที่มีประกันสุขภาพ ทำให้ไม่ต้องควักเงินก้อนโตออกจากกระเป๋าเลย รู้สึกขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจทำประกันสุขภาพไว้จริงๆ ประกันสุขภาพก็มีหลายแบบอีกเช่นกัน ทั้งแบบที่คุ้มครองเฉพาะค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน (IPD) หรือครอบคลุมผู้ป่วยนอก (OPD) ด้วย บางแผนก็มีค่าชดเชยรายได้ระหว่างพักรักษาตัวด้วยนะ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราควรพิจารณาให้เหมาะสมกับงบประมาณและความต้องการของเราค่ะ

Advertisement

เมื่อเจอเรื่องไม่คาดฝัน: จะทำยังไงให้ไม่เป็นภาระใคร

จากประสบการณ์ตรง: อุบัติเหตุคือเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

ชีวิตคนเรานี่มันคาดเดาอะไรไม่ได้จริงๆ นะคะ ฟ้าใสเคยประสบอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ตอนขับรถไปทำงาน จำได้ว่าตอนนั้นใจหายวาบไปหมด โชคดีที่ไม่มีใครบาดเจ็บรุนแรง แต่ก็ต้องมีการเคลียร์เรื่องประกันรถยนต์และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ตามมา พอมานั่งคิดดูแล้ว ถ้าเป็นอุบัติเหตุที่รุนแรงกว่านี้ หรือเกิดกับตัวเราโดยตรงที่ต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเดือนๆ จะเป็นยังไงนะ? แค่คิดก็เครียดแล้วค่ะ นั่นแหละค่ะคือเหตุผลว่าทำไมประกันอุบัติเหตุถึงสำคัญมากๆ มันเป็นสิ่งที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป เพราะคิดว่าเราใช้ชีวิตระมัดระวังอยู่แล้ว แต่เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อจริงๆ นะคะ ประกันอุบัติเหตุจะช่วยคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงเงินชดเชยกรณีทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุด้วย ทำให้เราและครอบครัวไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝันเหล่านี้ ลองคิดดูนะคะว่าถ้าเราต้องหยุดงานไปนานๆ ไม่มีรายได้เข้ามา แล้วยังมีค่ารักษาพยาบาลอีก มันคงเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสมากๆ เลยล่ะ

วางแผนเผื่อฉุกเฉิน: ค่ารักษาพยาบาลหลักล้านไม่ใช่เรื่องไกลตัว

บางคนอาจจะคิดว่ามีประกันสังคมหรือประกันกลุ่มที่ทำงานก็เพียงพอแล้ว แต่ฟ้าใสอยากให้ลองพิจารณาดีๆ นะคะว่าความคุ้มครองที่เรามีอยู่นั้นเพียงพอจริงหรือเปล่า โดยเฉพาะกับค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้นทุกวันๆ อย่างโรคมะเร็ง หรือโรคหัวใจ ที่บางทีต้องใช้เงินเป็นหลักล้านบาทในการรักษา ซึ่งเงินจำนวนนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยนะคะ ถ้าเราไม่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า อาจจะต้องกู้หนี้ยืมสิน หรือนำเงินเก็บที่ตั้งใจไว้เพื่อเป้าหมายอื่นมาใช้จนหมด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากๆ ค่ะ การมีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้เพียงพอ จะช่วยให้เราเข้าถึงการรักษาที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเลยค่ะ ที่สำคัญคือเราจะได้ไม่ต้องไปรบกวนเงินของคนในครอบครัวด้วย เพราะบางทีการเจ็บป่วยของเราก็อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินของคนรอบข้างได้เช่นกัน การเตรียมพร้อมไว้ก่อนย่อมดีกว่าเสมอจริงไหมคะ ลองดูตารางเปรียบเทียบง่ายๆ ด้านล่างนี้เพื่อทำความเข้าใจประเภทของประกันเบื้องต้นกันค่ะ

ประเภทประกัน จุดเด่นหลัก เหมาะสำหรับ
ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Life) ให้ความคุ้มครองสูงในราคาเบี้ยที่ประหยัด ผู้ที่มีภาระครอบครัว ต้องการหลักประกันระยะสั้น
ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life) คุ้มครองยาวนาน มีมูลค่าเงินสดสะสม ผู้ที่ต้องการสร้างหลักประกันระยะยาว และต้องการออมไปพร้อมกัน
ประกันสะสมทรัพย์ (Endowment) เน้นการออม มีผลตอบแทน คุ้มครองชีวิต ผู้ที่ต้องการสร้างวินัยการออมและได้รับผลตอบแทน
ประกันสุขภาพ (Health Insurance) คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ทุกคนที่ต้องการลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ
ประกันอุบัติเหตุ (Personal Accident) คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและชดเชยกรณีเกิดอุบัติเหตุ ทุกคนที่ต้องการความคุ้มครองจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

สร้างความมั่นคงให้ครอบครัวที่รัก: ประกันชีวิตคือมรดกที่จับต้องได้

ความรักที่ส่งต่อ: เงินก้อนสุดท้ายเพื่อคนที่อยู่ข้างหลัง

สำหรับฟ้าใสเอง สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตก็คือครอบครัวค่ะ การที่เราได้เห็นคนที่เรารักมีความสุข ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ มันคือความสุขที่แท้จริงของเราเลยใช่ไหมคะ แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตมันไม่แน่นอนจริงๆ ถ้าวันหนึ่งเราต้องจากโลกนี้ไปก่อนเวลาอันควร ใครจะดูแลคนที่เรารักที่ยังอยู่เบื้องหลัง? ใครจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ตามมา? นี่คือคำถามที่ฟ้าใสเคยคิดและมันทำให้ต้องกลับมาพิจารณาเรื่องประกันชีวิตอย่างจริงจังเลยค่ะ ประกันชีวิตไม่ได้เป็นเรื่องของตัวเราคนเดียว แต่มันคือความรักที่เราอยากจะส่งต่อไปให้คนที่เรารัก ให้พวกเขายังสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระทางการเงินที่หนักหนาสาหัส การมีกรมธรรม์ประกันชีวิตเปรียบเสมือนการส่งมอบมรดกเป็นเงินก้อน ที่จะช่วยให้ครอบครัวมีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จ่ายค่าเทอมลูก หรือแม้กระทั่งปลดหนี้สินต่างๆ ที่เราสร้างไว้ มันคือการแสดงความรักและความรับผิดชอบในรูปแบบหนึ่งที่เราสามารถทำได้ในวันนี้เพื่ออนาคตของพวกเขาค่ะ

วางแผนเพื่ออนาคตลูก: การศึกษาและชีวิตที่ดี

สำหรับคุณพ่อคุณแม่หลายๆ คน รวมถึงฟ้าใสด้วย การศึกษาของลูกคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เลยใช่ไหมคะ ค่าเทอม ค่าเรียนพิเศษ ค่ากิจกรรมต่างๆ มันเพิ่มขึ้นทุกปีจริงๆ ถ้าเราไม่มีการวางแผนที่ดีพอ อาจจะทำให้ลูกต้องพลาดโอกาสทางการศึกษาที่ดีไปได้เลยนะ ประกันชีวิตบางประเภท เช่น ประกันสะสมทรัพย์ หรือประกันควบการลงทุน (Unit-linked) สามารถช่วยเราวางแผนเพื่ออนาคตการศึกษาของลูกได้ด้วยค่ะ โดยที่เราจะได้รับความคุ้มครองชีวิตไปพร้อมๆ กัน และยังมีเงินก้อนคืนมาตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นค่าเล่าเรียน หรือเป็นทุนการศึกษาให้ลูกในอนาคตได้ นอกจากนี้ ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันกับผู้ปกครอง ประกันก็จะช่วยให้ลูกยังคงได้รับการดูแลด้านการเงินเพื่อการศึกษาต่อไปได้โดยไม่สะดุด มันคือความอุ่นใจที่ประเมินค่าไม่ได้เลยจริงๆ ค่ะ

Advertisement

เกษียณสุขแบบไร้กังวล: ประกันก็ช่วยให้เรามีเงินใช้ยามแก่

ออมเงินไปกับประกัน: ทางเลือกที่ได้ทั้งความคุ้มครองและผลตอบแทน

หลายๆ คนอาจจะมองว่าการเกษียณเป็นเรื่องไกลตัว แต่ฟ้าใสอยากบอกว่ายิ่งวางแผนเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้นนะคะ เพราะช่วงเวลาที่เราทำงานมีรายได้นี่แหละคือช่วงเวลาทองที่เราจะสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตหลังเกษียณได้ ประกันบางประเภทอย่างประกันบำนาญ หรือประกันสะสมทรัพย์ระยะยาว ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ สำหรับการวางแผนเกษียณค่ะ เพราะนอกจากจะได้รับความคุ้มครองชีวิตแล้ว ยังมีเงินคืนหรือผลตอบแทนให้เราตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ ซึ่งเงินเหล่านี้แหละค่ะที่จะกลายเป็นเงินบำนาญให้เราใช้จ่ายได้อย่างสบายๆ ในวัยเกษียณ โดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลาน หรือกังวลว่าเงินเก็บที่เรามีอยู่จะพอใช้ไปจนถึงสิ้นอายุขัยหรือไม่ สำหรับฟ้าใสเองก็ได้เริ่มวางแผนเกษียณกับประกันบางส่วนแล้วค่ะ รู้สึกว่าเป็นการสร้างวินัยการออมที่ดีมากๆ เพราะเราต้องจ่ายเบี้ยประกันอย่างสม่ำเสมอ เหมือนเป็นการบังคับตัวเองให้เก็บเงินไปในตัว แถมยังได้ความคุ้มครองชีวิตติดมาด้วย ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ เลยล่ะค่ะ

ลองคำนวณดู: เราอยากมีเงินใช้ตอนแก่เท่าไหร่?

보험 포트폴리오 최적화에 필요한 재무 지식 - **Prompt: Health Protection**
    "A serene and reassuring image of a kind-faced Thai woman in her l...

ก่อนที่เราจะตัดสินใจทำประกันเพื่อการเกษียณ ฟ้าใสอยากชวนเพื่อนๆ มาลองคำนวณดูเล่นๆ ก่อนค่ะว่า ในวัยเกษียณ เราอยากจะมีเงินใช้เดือนละเท่าไหร่? ลองประมาณค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล (ซึ่งอาจจะสูงขึ้นในวัยชรา) ค่ากิจกรรมสันทนาการต่างๆ ที่เราอยากจะทำ แล้วคูณด้วยจำนวนปีที่เราคาดว่าจะใช้ชีวิตหลังเกษียณ ซึ่งอาจจะประมาณ 20-30 ปี จากนั้นลองหักลบกับเงินออมที่เรามีอยู่ หรือเงินจากกองทุนต่างๆ ที่เราสะสมไว้ จะเห็นว่าเรายังขาดเงินอยู่เท่าไหร่ การคำนวณแบบนี้จะช่วยให้เราเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น และสามารถเลือกแผนประกันบำนาญที่ให้ผลตอบแทนและเงินบำนาญที่เพียงพอต่อความต้องการของเราได้ค่ะ อย่าปล่อยให้เรื่องเกษียณเป็นเรื่องของอนาคตที่ไม่ชัดเจนนะคะ มาลงมือวางแผนตั้งแต่วันนี้กันดีกว่า

ชีวิตไม่หยุดนิ่ง: ปรับพอร์ตประกันตามช่วงวัยและสถานะ

แต่งงาน มีลูก ซื้อบ้าน: จังหวะชีวิตที่ต้องทบทวนแผนใหม่

ชีวิตคนเรามันก็เหมือนการเดินทางนั่นแหละค่ะ มีจุดแวะพัก มีเส้นทางใหม่ๆ ที่เข้ามาอยู่เสมอ การวางแผนประกันก็เช่นกัน ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วจบไปเลยนะคะ แต่ควรมีการทบทวนและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับช่วงวัยและสถานะของชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างตอนที่เรายังโสด อาจจะเน้นไปที่ประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุเป็นหลัก แต่พอแต่งงานมีครอบครัว มีลูกน้อยเข้ามาในชีวิต ภาระและความรับผิดชอบของเราก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณใช่ไหมคะ ตอนนั้นแหละค่ะที่เราควรจะพิจารณาเพิ่มประกันชีวิตให้มีความคุ้มครองที่สูงขึ้น เพื่อเป็นหลักประกันให้กับคนที่เรารัก หรือเมื่อเราเริ่มสร้างครอบครัว ซื้อบ้าน มีหนี้สิน ก็ควรจะพิจารณาประกันที่ช่วยคุ้มครองหนี้สินต่างๆ ด้วย เพื่อไม่ให้เป็นภาระของคนข้างหลังหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาจริงๆ ค่ะ ฟ้าใสเองก็ต้องคอยทบทวนกรมธรรม์ของตัวเองอยู่เสมอ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ก็จะรีบปรึกษาตัวแทนเพื่อปรับแผนให้เหมาะสมทันทีเลยค่ะ

ทุกปีที่ผ่านไป: เช็คพอร์ตประกันบ้างก็ดีนะ

ไม่ใช่แค่ตอนที่ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เท่านั้นนะคะที่เราควรจะทบทวนแผนประกัน แต่ฟ้าใสแนะนำว่าอย่างน้อยปีละครั้ง เราควรจะลองหยิบกรมธรรม์ทั้งหมดที่เรามีมาดู ทบทวนดูว่าความคุ้มครองที่เรามีอยู่นั้นยังเพียงพอต่อความต้องการในปัจจุบันหรือไม่ เบี้ยประกันที่เราจ่ายไปนั้นคุ้มค่ากับสิ่งที่เราได้รับหรือเปล่า มีกรมธรรม์ไหนที่เราลืมไปแล้ว หรือบางทีอาจจะมีความคุ้มครองที่ซ้ำซ้อนกันโดยไม่จำเป็นก็เป็นได้ การตรวจสอบพอร์ตประกันอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เราสามารถปรับแผนให้เข้ากับสถานการณ์ทางการเงินและสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไปได้ค่ะ บางทีอาจจะมีผลิตภัณฑ์ประกันใหม่ๆ ที่ให้ความคุ้มครองที่ดีกว่า หรือเบี้ยประกันที่ถูกกว่าในความคุ้มครองเท่าเดิมก็ได้นะ การที่เราเป็นคนแอคทีฟในการดูแลเรื่องการเงินของตัวเองแบบนี้ จะช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าเราจะมีความคุ้มครองที่เหมาะสมที่สุดอยู่เสมอ และไม่ต้องเสียเงินไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นค่ะ

Advertisement

เลือกคู่คิดทางการเงิน: บริษัทและตัวแทนที่ดีสำคัญกว่าที่คิด

เทคนิคเลือกบริษัทประกัน: ดูยังไงว่ามั่นคงและน่าเชื่อถือ

การเลือกบริษัทประกันก็เหมือนการเลือกเพื่อนร่วมทางในชีวิตเลยนะคะ เราคงอยากได้เพื่อนที่ซื่อสัตย์ มั่นคง และพร้อมจะอยู่เคียงข้างเราในทุกสถานการณ์ใช่ไหมคะ บริษัทประกันก็เช่นกันค่ะ เราควรจะเลือกบริษัทที่มีความมั่นคงทางการเงิน มีประวัติการดำเนินงานที่ดี มีความน่าเชื่อถือ และที่สำคัญคือต้องมีบริการหลังการขายที่เป็นเลิศค่ะ ลองศึกษาดูจากรีวิวของผู้ใช้บริการจริง หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการเงินที่ไว้ใจได้ดูนะคะ สำหรับฟ้าใสเอง เวลาเลือกบริษัทประกันก็จะดูจากหลายๆ ปัจจัย ทั้งความมั่นคงของบริษัท ชื่อเสียงของแบรนด์ ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และที่สำคัญคือบริการเคลมสินไหม ว่ารวดเร็วและเป็นธรรมแค่ไหน เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาจริงๆ การเคลมสินไหมที่รวดเร็วและราบรื่นจะช่วยลดความกังวลของเราไปได้เยอะมากๆ เลยค่ะ อย่าเลือกแค่เพราะเบี้ยประกันถูกที่สุดเพียงอย่างเดียวนะคะ เพราะบางทีของถูกอาจจะไม่ใช่ของดีเสมอไปค่ะ

หาตัวแทนที่ใช่: เหมือนมีเพื่อนคอยดูแล

บทบาทของตัวแทนประกันนี่แหละค่ะ ที่ฟ้าใสคิดว่าสำคัญมากๆ ตัวแทนที่ดีไม่ใช่แค่คนที่ขายกรมธรรม์ให้เราได้เท่านั้น แต่เขาจะต้องเป็นเหมือนเพื่อนคู่คิดทางการเงินที่คอยให้คำปรึกษา แนะนำแผนประกันที่เหมาะสมกับเราจริงๆ และที่สำคัญคือต้องคอยดูแลเราไปตลอดอายุของกรมธรรม์ค่ะ จากประสบการณ์ส่วนตัว ฟ้าใสเคยเจอตัวแทนที่แค่หวังยอดขาย พอขายได้แล้วก็หายเงียบไปเลย ทำให้รู้สึกไม่ประทับใจมากๆ ค่ะ แต่พอได้เจอตัวแทนที่จริงใจ คอยให้คำปรึกษา ติดตามข่าวสาร และช่วยเหลือเราเวลาที่เราต้องการเคลมสินไหม รู้สึกเหมือนมีเพื่อนสนิทคอยดูแลเลยค่ะ ดังนั้นการเลือกตัวแทนที่ดีจึงเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญมากๆ นะคะ ลองพูดคุยกับตัวแทนหลายๆ คน ดูก่อนว่าคนไหนที่เราสามารถไว้วางใจได้ มีความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์อย่างถ่องแท้ และพร้อมที่จะดูแลเราอย่างสม่ำเสมอ การมีตัวแทนที่ดีจะช่วยให้การวางแผนประกันของเราเป็นเรื่องง่ายและสบายใจขึ้นเยอะเลยค่ะ

ได้ประโยชน์สองต่อ: ประกันลดหย่อนภาษีได้ด้วย!

คุ้มครองชีวิตและสุขภาพ: ลดหย่อนภาษีได้สบายๆ

นอกจากจะได้ความคุ้มครองและสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตแล้ว ประกันบางประเภทในประเทศไทยยังมีสิทธิพิเศษที่เราไม่ควรมองข้ามเลยนะคะ นั่นก็คือ “การลดหย่อนภาษี” นั่นเองค่ะ เป็นการได้ประโยชน์ถึงสองต่อเลยนะ ทั้งได้ความคุ้มครองและยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าค่าภาษีอีกด้วย อย่างเช่น เบี้ยประกันชีวิตและประกันสุขภาพส่วนบุคคลที่จ่ายไป สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 100,000 บาท ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากรเลยค่ะ ซึ่งเงินจำนวนนี้ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลยนะ ลองคิดดูว่าถ้าเราจ่ายภาษีปีละหลายหมื่น การลดหย่อนภาษีได้ 100,000 บาท จะช่วยให้เราประหยัดเงินไปได้เท่าไหร่ มันคุ้มค่ามากๆ เลยใช่ไหมคะ สำหรับฟ้าใสเองก็ใช้สิทธิตรงนี้ในการลดหย่อนภาษีมาตลอดเลยค่ะ ถือเป็นการวางแผนทางการเงินที่ชาญฉลาดมากๆ เลยนะ ยิ่งเราจ่ายเบี้ยประกันไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้ลดหย่อนภาษีได้มากเท่านั้น แต่ก็ต้องดูตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดด้วยนะคะ

อย่าลืมสิทธิประโยชน์นี้: ประหยัดเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นอีก

นอกจากประกันชีวิตและสุขภาพแล้ว ยังมีประกันบางประเภทที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วยนะคะ เช่น ประกันบำนาญ ที่สามารถนำเบี้ยประกันมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 200,000 บาท และเมื่อรวมกับประกันชีวิตแล้ว ไม่เกิน 300,000 บาท หรือเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา ก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดอีกด้วยค่ะ จะเห็นว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากประกันมีหลากหลายและน่าสนใจมากๆ เลยนะ สิ่งที่เราควรทำคือศึกษาข้อมูลให้ละเอียด ปรึกษาตัวแทนประกัน หรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี เพื่อให้เราสามารถใช้สิทธิประโยชน์เหล่านี้ได้อย่างเต็มที่และถูกต้องตามกฎหมายค่ะ อย่าปล่อยให้โอกาสดีๆ แบบนี้หลุดลอยไปนะคะ การวางแผนภาษีควบคู่ไปกับการวางแผนประกัน จะช่วยให้เราบริหารจัดการการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และมีเงินเหลือเก็บไว้ใช้จ่ายในเรื่องอื่นๆ ได้มากขึ้นอีกด้วยค่ะ ถือเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป แต่ถ้าเราใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้ จะช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นได้อีกเยอะเลยนะ!

Advertisement

글을มาทิ้งท้ายกันค่ะ

เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ หวังว่าเรื่องราวเกี่ยวกับประกันที่ฟ้าใสเล่ามาทั้งหมดนี้ จะพอช่วยเปิดมุมมองและทำให้เพื่อนๆ เห็นถึงความสำคัญของการวางแผนประกันมากขึ้นนะคะ สำหรับฟ้าใสแล้ว ประกันไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขหรือเงื่อนไขที่ซับซ้อน แต่มันคือการสร้างความอุ่นใจให้กับตัวเองและคนที่เรารัก เป็นเหมือนเกราะป้องกันภัยที่ช่วยให้เราสามารถก้าวเดินในชีวิตได้อย่างมั่นคงและกล้าหาญมากขึ้น เพราะเรารู้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ก็จะมีหลักประกันรองรับเราอยู่เสมอค่ะ อยากให้ทุกคนลองใช้เวลาทบทวนชีวิตและเป้าหมายของตัวเอง แล้วมาเริ่มต้นวางแผนประกันที่เหมาะสมกับตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ไร้กังวลของทุกคนนะคะ

알아두면 쓸모 있는 정보

1. เริ่มต้นวางแผนประกันตั้งแต่อายุน้อย เบี้ยประกันจะถูกกว่า และสุขภาพยังแข็งแรง ทำให้พิจารณาอนุมัติได้ง่ายกว่าเยอะเลยค่ะ

2. หมั่นทบทวนกรมธรรม์อย่างน้อยปีละครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เช่น แต่งงาน มีลูก หรือมีการปรับเปลี่ยนอาชีพ

3. เลือกความคุ้มครองที่ตอบโจทย์ความต้องการและงบประมาณของเราจริงๆ ไม่จำเป็นต้องซื้อทุกอย่าง แต่เน้นที่สำคัญและจำเป็นก่อน

4. ศึกษาข้อมูลบริษัทประกันให้ดี ไม่ใช่แค่เรื่องเบี้ยประกันถูก แต่ต้องดูความมั่นคง ชื่อเสียง และบริการหลังการขายด้วยนะคะ

5. อย่าลืมใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันที่เราจ่ายไป เพื่อประหยัดเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งค่ะ

Advertisement

สำคัญ 사항 정리

จากประสบการณ์ของฟ้าใสเอง การทำประกันเป็นหนึ่งในการตัดสินใจทางการเงินที่ดีที่สุดในชีวิตเลยค่ะ มันไม่ใช่แค่การจ่ายเงินทิ้งไป แต่เป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงของชีวิตและคนที่เรารักจริงๆ สำหรับใครที่ยังลังเลอยู่ ฟ้าใสอยากบอกว่าอย่ารอช้านะคะ เพราะเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ การเตรียมพร้อมไว้ก่อนย่อมดีกว่าเสมอค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจความต้องการของตัวเองอย่างลึกซึ้ง และเลือกประเภทประกันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และเป้าหมายในชีวิตของเราได้อย่างแท้จริง การมีตัวแทนประกันที่ดีก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเขาจะเป็นเหมือนเพื่อนคู่คิดที่คอยให้คำปรึกษาและดูแลเราไปตลอดอายุของกรมธรรม์ จะช่วยให้เราไม่ต้องมานั่งกังวลกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งหมดไว้คนเดียวเลยค่ะ

เราทุกคนต่างมีความฝันและเป้าหมายในชีวิตที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ เราทุกคนล้วนอยากมีความสุขและใช้ชีวิตได้อย่างไร้กังวล การมีประกันที่เหมาะสมจะช่วยให้ความฝันเหล่านั้นเป็นจริงได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเงินและสุขภาพ ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของการใช้ชีวิต การเลือกประกันที่ครอบคลุมความเสี่ยงต่างๆ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝัน และทำให้เรามีเงินเก็บไว้ใช้ตามแผนที่วางไว้ได้อย่างสบายใจ ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย ค่าเทอมลูกหลาน หรือแม้กระทั่งเงินใช้ในวัยเกษียณที่หลายคนใฝ่ฝันถึง อย่ามองข้ามการวางแผนประกันนะคะ เพราะมันคือการลงทุนในความสุขและความมั่นคงของชีวิตเราเองค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ประกันแบบไหนที่คนไทยอย่างเราควรมองหาเป็นอันดับแรกๆ คะ/ครับ?

ตอบ: สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ที่น่ารัก! ฟ้าใสเข้าใจเลยค่ะว่าพอพูดถึงประกันเนี่ย มีเยอะแยะเต็มไปหมดจนงงไปหมดเลยใช่ไหมคะ? จากประสบการณ์ตรงของฟ้าใสเอง และจากที่ได้คุยกับเพื่อนๆ หลายคน ฟ้าใสว่าประกันที่เราควรมองหาเป็นอันดับแรกๆ เลยก็คือ “ประกันสุขภาพ” กับ “ประกันชีวิตแบบที่มีความคุ้มครองสูงๆ” ค่ะ ทำไมถึงเป็นสองอย่างนี้เหรอคะ?
เริ่มที่ ประกันสุขภาพ ก่อนเลยนะคะ อย่างที่รู้กันดีว่าค่ารักษาพยาบาลบ้านเรานี่พุ่งขึ้นตลอดเวลาเลยค่ะ แถมโรคภัยไข้เจ็บก็มาแบบไม่เลือกเวลาเลยจริงๆ ถ้าเราไม่มีประกันสุขภาพดีๆ ไว้รองรับเนี่ย เวลาป่วยหนักขึ้นมาที เงินเก็บที่เราอุตส่าห์สะสมมา อาจจะหมดไปกับค่ารักษาได้เลยนะคะ ฟ้าใสเคยมีเพื่อนที่ต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะอุบัติเหตุแบบไม่คาดฝัน ค่าใช้จ่ายบานปลายมาก ถ้าไม่มีประกันนี่แย่เลยค่ะ เพราะฉะนั้น ประกันสุขภาพจึงเป็นเหมือนเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยให้เราเข้าถึงการรักษาที่ดีที่สุดได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนนี้มากเกินไป และที่สำคัญคือต้องเลือกแผนที่วงเงินครอบคลุมโรคที่เรากังวล หรือแผนที่ครอบคลุมการรักษาพยาบาลทั่วไปแบบเหมาจ่ายได้ก็จะดีมากๆ เลยค่ะ จะได้หมดห่วงเรื่องค่าห้อง ค่าหมอ ค่าผ่าตัดไปได้เยอะเลยส่วน ประกันชีวิตแบบมีความคุ้มครองสูงๆ ก็สำคัญไม่แพ้กันเลยค่ะ อาจจะฟังดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่ชีวิตเรามีแต่ความไม่แน่นอนจริงๆ นะคะ ประกันชีวิตไม่ได้มีไว้แค่ตอนที่เราจากไปแล้วเท่านั้นค่ะ แต่มันคือการสร้างหลักประกันให้คนที่เรารักและต้องดูแล อย่างเช่น พ่อแม่ ลูก หรือแม้แต่หนี้สินที่เรามีอยู่ ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันกับเราขึ้นมาจริงๆ ทุนประกันก้อนนี้จะช่วยให้คนที่อยู่ข้างหลังเราไม่ต้องแบกรับภาระทางการเงินที่หนักอึ้งต่อจากเราค่ะ ฟ้าใสเองก็เพิ่งจัดพอร์ตประกันชีวิตให้มีทุนประกันที่เหมาะสมกับภาระที่เราต้องดูแล ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลยค่ะว่าถ้าวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้นมาจริงๆ อย่างน้อยคนที่อยู่ข้างหลังก็ยังมีเงินก้อนนี้ไว้ใช้ประคองตัวและดำเนินชีวิตต่อไปได้โดยไม่ลำบากมากเกินไปค่ะสรุปง่ายๆ เลยนะคะ สำหรับคนไทยอย่างเราๆ ที่อยากเริ่มต้นจัดพอร์ตประกัน ลองมองหาประกันสุขภาพดีๆ สักกรมธรรม์ และประกันชีวิตที่มีวงเงินคุ้มครองสูงๆ ไว้ก่อนเลยค่ะ ถือเป็นรากฐานความมั่นคงทางการเงินที่ดีมากๆ เลยนะ!

ถาม: แล้วเราจะรู้ได้ยังไงคะ/ครับว่าควรซื้อประกันจำนวนเงินเอาประกันเท่าไหร่ถึงจะพอดีกับเราจริงๆ?

ตอบ: โอ๊ยยย คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตเลยค่ะ! ฟ้าใสเองก็เคยปวดหัวกับเรื่องนี้อยู่พักใหญ่เลยค่ะ เพราะมันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวที่บอกได้เป๊ะๆ ว่า “คุณต้องมีเท่านั้นเท่านี้” แต่มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์และภาระของแต่ละคนจริงๆ ค่ะ แต่ไม่ต้องกังวลนะคะ ฟ้าใสมีวิธีคิดง่ายๆ ที่จะช่วยให้เพื่อนๆ พอจะประเมินได้ว่าควรมีวงเงินคุ้มครองเท่าไหร่ค่ะก่อนอื่นเลยนะคะ ให้เราลองสำรวจ “ภาระทางการเงิน” ของเราก่อนค่ะ มีอะไรบ้างที่เราต้องรับผิดชอบและถ้าเราไม่อยู่แล้วใครจะต้องมาดูแลต่อ เช่น
หนี้สิน: เรามีหนี้บ้าน หนี้รถยนต์ หนี้บัตรเครดิต หรือหนี้อื่นๆ ที่ต้องผ่อนชำระอยู่เท่าไหร่บ้างคะ?
ค่าใช้จ่ายในครอบครัว: แต่ละเดือนครอบครัวเรามีค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่คะ? ทั้งค่ากิน ค่าอยู่ ค่าเรียนลูก ค่าดูแลพ่อแม่
เป้าหมายในอนาคต: เรามีเป้าหมายอยากให้ลูกเรียนจบมหาวิทยาลัยดีๆ อยากให้พ่อแม่สบาย หรืออยากให้ครอบครัวมีเงินสำรองก้อนหนึ่งไว้ใช้ในอนาคตไหมคะ?
พอเราได้ตัวเลขคร่าวๆ ของภาระเหล่านี้แล้ว ให้ลองคิดว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันกับเราขึ้นมา รายได้หลักของเราหายไป คนที่อยู่ข้างหลังจะต้องใช้เงินเท่าไหร่เพื่อประคองตัวไปอีกกี่ปีดีคะ?
โดยทั่วไปแล้ว ผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำว่าควรมีทุนประกันชีวิตที่ครอบคลุม ประมาณ 5-10 เท่าของรายได้ต่อปี หรืออาจจะคำนวณจาก “ภาระหนี้สิน + ค่าใช้จ่ายในครอบครัวประมาณ 5 ปี” ก็ได้ค่ะ ซึ่งตัวเลขนี้เป็นแค่แนวทางเริ่มต้นนะคะสมมติว่าคุณมีหนี้บ้าน 3 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายในครอบครัวเดือนละ 30,000 บาท (ปีละ 360,000 บาท) ถ้าต้องการให้ครอบครัวมีเงินใช้ไปอีก 5 ปี ก็ต้องมีเงินสำรองอย่างน้อย 360,000 x 5 = 1,800,000 บาท รวมกับหนี้สินอีก 3,000,000 บาท นั่นหมายความว่าคุณควรจะมีวงเงินคุ้มครองประมาณ 4.8 ล้านบาทขึ้นไปค่ะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อย่าให้การซื้อประกันเป็นภาระจนเราเดือดร้อน นะคะ ควรพิจารณาจากกำลังที่เราจ่ายเบี้ยไหวในแต่ละเดือนหรือแต่ละปีด้วยค่ะ ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ เพิ่มตามความเหมาะสมในแต่ละช่วงชีวิตของเราก็ได้ค่ะ ฟ้าใสเองก็เริ่มจากทุนประกันที่ไม่สูงมาก แล้วค่อยๆ เพิ่มเมื่อมีภาระมากขึ้นค่ะ ทำให้รู้สึกว่ามันเป็นไปได้และจัดการได้จริงๆ ค่ะ

ถาม: มีข้อผิดพลาดอะไรบ้างที่ฟ้าใสเห็นบ่อยๆ เวลาคนจัดพอร์ตประกัน แล้วเราจะหลีกเลี่ยงได้ยังไงคะ/ครับ?

ตอบ: ข้อผิดพลาดนี่มีเยอะเลยค่ะ! ฟ้าใสเองก็เคยพลาดมาแล้วเหมือนกัน กว่าจะจัดพอร์ตได้ลงตัวแบบทุกวันนี้ก็ลองผิดลองถูกมาเยอะค่ะ จากที่ฟ้าใสได้เห็นและสัมผัสมาเนี่ย มีข้อผิดพลาดใหญ่ๆ ที่หลายคนมักจะเผลอทำบ่อยๆ อยู่ 3 อย่างค่ะ ถ้าเรารู้ทันไว้ก่อนก็จะช่วยประหยัดเวลาและเงินของเราไปได้เยอะเลยนะคะข้อผิดพลาดแรกเลยคือ “ซื้อประกันตามเพื่อนหรือตามคนขาย โดยไม่ได้ดูว่าเหมาะกับตัวเองไหม” ค่ะ อันนี้เจอบ่อยมาก!
เห็นเพื่อนซื้อแบบนี้ดี เราก็ซื้อตาม หรือเซลล์บอกว่าแบบนี้คุ้มที่สุด เราก็เชื่อทันที โดยที่ไม่ได้กลับมาดูเลยว่าความต้องการของเรา ภาระของเรา หรือแม้แต่สุขภาพของเรานั้นแตกต่างจากคนอื่นนะคะ ยกตัวอย่างฟ้าใสเคยเห็นเพื่อนซื้อประกันสะสมทรัพย์แบบยาวๆ เลยค่ะ เพราะเห็นว่าได้ผลตอบแทนดี แต่ลืมไปว่าตัวเองมีภาระผ่อนบ้านและกำลังจะแต่งงาน ซึ่งต้องการเงินสดหมุนเวียนมากกว่า พอถึงเวลาต้องการใช้เงินก็เลยติดปัญหาเรื่องสภาพคล่องค่ะ ทางที่ดีที่สุดคือเราต้องรู้ความต้องการและเป้าหมายของเราก่อนค่ะ แล้วค่อยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาแบบประกันที่ “ใช่” สำหรับเราจริงๆ นะคะข้อสองคือ “เน้นแต่เรื่องผลตอบแทนหรือเบี้ยประกันถูกที่สุด จนลืมดูความคุ้มครองที่สำคัญ” ค่ะ หลายคนมักจะมองหาประกันที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ หรือเน้นเบี้ยประกันที่ถูกแสนถูก ซึ่งไม่ได้ผิดนะคะ แต่บางครั้งการเน้นแค่จุดนี้จุดเดียวอาจทำให้เรามองข้ามความคุ้มครองที่จำเป็นจริงๆ ไปได้ค่ะ เช่น ซื้อประกันชีวิตที่เน้นการออมมากๆ แต่ทุนประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองภาระกลับน้อยนิด หรือเลือกประกันสุขภาพที่เบี้ยถูกมาก แต่มีวงเงินจำกัด หรือมีเงื่อนไขเยอะแยะไปหมด พอถึงเวลาต้องใช้จริงๆ อาจจะพบว่าไม่ครอบคลุมอย่างที่คิดค่ะ สิ่งที่เราควรทำคือ ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มครอง” เป็นอันดับแรก ค่ะ ว่าตอบโจทย์ความเสี่ยงของเราไหม แล้วค่อยมาดูเรื่องผลตอบแทนหรือเบี้ยประกันที่เหมาะสมกับงบประมาณของเราค่ะและข้อผิดพลาดสุดท้ายที่สำคัญมากๆ คือ “ซื้อแล้วทิ้งไว้ ไม่เคยกลับมาทบทวนพอร์ตประกันเลย” ค่ะ ชีวิตคนเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาใช่ไหมคะ?
บางทีเราอาจจะแต่งงาน มีลูก มีภาระเพิ่มขึ้น หรือย้ายงาน รายได้เปลี่ยน สุขภาพเปลี่ยน แต่ประกันที่เรามีอาจจะยังเป็นแผนเดิมเมื่อ 5-10 ปีที่แล้ว ซึ่งอาจจะไม่ตอบโจทย์ชีวิตในปัจจุบันแล้วก็ได้ค่ะ ฟ้าใสแนะนำว่า อย่างน้อยปีละครั้ง เราควรจะกลับมาดูพอร์ตประกันของเราค่ะ ว่ายังเพียงพอไหม มีตรงไหนที่ต้องปรับเพิ่มลด หรือมีประกันตัวไหนที่ถึงเวลาต่ออายุก็ต้องพิจารณาให้ดีค่ะ การทบทวนสม่ำเสมอจะช่วยให้ประกันของเรายังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุดสำหรับเราค่ะหวังว่าเคล็ดลับและข้อควรระวังเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนในการจัดพอร์ตประกันนะคะ จำไว้เสมอนะคะว่าประกันคือเครื่องมือที่ช่วยสร้างความมั่นคงในชีวิตของเรา ถ้าเราเลือกใช้ให้ถูก ให้เหมาะกับตัวเอง มันจะเป็นเหมือนเพื่อนแท้ที่อยู่ข้างเราในทุกสถานการณ์จริงๆ ค่ะ!

📚 อ้างอิง