สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้ฟ้าใสมีเรื่องสำคัญมากๆ ที่อยากจะมาเล่าให้ฟังกันค่ะ ช่วงนี้เศรษฐกิจบ้านเราผันผวนขึ้นลงจนน่าใจหายเลยใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้าวของแพงขึ้น ดอกเบี้ยก็ขึ้นๆ ลงๆ มันส่งผลกระทบถึงกระเป๋าเงินเราโดยตรงเลยเนอะจากประสบการณ์ที่ฟ้าใสเจอมาเองนะคะ บางทีเราคิดว่าทำประกันไปแล้วก็จบ ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เลยค่ะ!
พอได้ลองมานั่งทบทวนพอร์ตประกันตัวเองดีๆ ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่แน่นอนแบบนี้ ถึงได้รู้ว่า… โอ๊ย! มันมีอะไรที่เรามองข้ามไปเยอะเลยจริงๆ ยิ่งตอนนี้เทรนด์การเงินมันเปลี่ยนไปเร็วมากๆ ประกันแบบใหม่ๆ ก็ออกมาเยอะแยะ แถมเรื่องเงินเฟ้อก็ยังเป็นประเด็นร้อนที่เราไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ จะเลือกประกันที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ชีวิตในอนาคตได้ยังไง ในเมื่อสถานการณ์รอบตัวเราเปลี่ยนไปตลอดเวลาแบบนี้ถ้าอยากรู้ว่าเราจะปรับพอร์ตประกันให้แข็งแกร่งรับมือกับทุกความผันผวนทางเศรษฐกิจได้อย่างไร และเลือกแผนที่เหมาะกับเราจริงๆ ฟ้าใสจะพาทุกคนไปไขข้อสงสัย และเตรียมรับมือกับอนาคตทางการเงินแบบมืออาชีพในบทความนี้กันค่ะ!
ปรับมุมมองเรื่องประกัน: แค่มีอย่างเดียวไม่พอแล้วนะ!

ประกันแบบเก่าๆ อาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป
เพื่อนๆ คะ ฟ้าใสเคยคิดมาตลอดว่าการมีประกันชีวิตสักฉบับ ประกันสุขภาพอีกสักหน่อยก็น่าจะพอแล้วเนอะ แค่มีไว้เวลาฉุกเฉินก็อุ่นใจ แต่พอได้มาเจอช่วงที่เศรษฐกิจมันขึ้นๆ ลงๆ แบบไม่เป็นท่า ทั้งเงินเฟ้อก็พุ่ง ค่าครองชีพก็สูงขึ้น รายได้บางคนก็ไม่แน่นอนเหมือนเมื่อก่อน ฟ้าใสถึงกับต้องกลับมานั่งทบทวนใหม่หมดเลยค่ะ ประกันแบบเดิมๆ ที่เน้นแค่ความคุ้มครองชีวิตหรือค่ารักษาพยาบาลอย่างเดียว บางทีมันก็ไม่ได้ช่วยให้เราก้าวผ่านความผันผวนทางการเงินได้เท่าที่ควรเลยนะ อย่างที่เห็นๆ กันว่าค่ารักษาพยาบาลมันก็แพงขึ้นเรื่อยๆ เบี้ยประกันที่เราจ่ายไปเมื่อหลายปีก่อน อาจจะให้ความคุ้มครองที่ไม่ครอบคลุมกับค่าใช้จ่ายจริงในปัจจุบันแล้วก็ได้ ยิ่งประกันบางแบบที่เน้นการออมทรัพย์แบบระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนตายตัว พอมาเจอเงินเฟ้อแบบนี้ มูลค่าของเงินที่เราออมไว้มันก็ลดลงไปเรื่อยๆ โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยค่ะ การที่เรายึดติดกับความคิดที่ว่า “มีประกันแล้วจบ” มันอันตรายมากในยุคนี้ เพราะสถานการณ์มันเปลี่ยนไปเร็วเกินกว่าที่เราจะคาดเดาได้จริงๆ ค่ะ เราต้องเปิดใจเรียนรู้และปรับเปลี่ยนให้ทันโลกเสมอ
ทำไมถึงต้องรื้อพอร์ตประกันใหม่ในยุคนี้?
คำถามที่ฟ้าใสเจอมาบ่อยๆ คือ “ทำไมต้องรื้อพอร์ตประกันใหม่ให้ยุ่งยากด้วยล่ะ?” คำตอบง่ายๆ เลยค่ะ คือเรากำลังอยู่ในยุคที่อะไรๆ ก็ไม่แน่นอนไปหมด ทั้งเรื่องสุขภาพที่โรคใหม่ๆ ก็ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ สภาพอากาศที่แปรปรวนจนเกิดภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง หรือแม้แต่เทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตและการทำงานของเราไปอย่างสิ้นเชิง สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต้องการด้านประกันของเราทั้งนั้นเลยค่ะ ตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนประกันโรคร้ายแรงอาจจะครอบคลุมไม่กี่โรค แต่เดี๋ยวนี้มีโรคแปลกๆ ใหม่ๆ เยอะแยะไปหมด ประกันที่เรามีอาจจะยังครอบคลุมไม่ถึงก็ได้ หรือถ้าเรามีประกันที่เน้นผลตอบแทนจากการออม พออัตราดอกเบี้ยในตลาดมันเปลี่ยนไป ผลตอบแทนที่เคยได้ก็อาจจะไม่น่าดึงดูดใจเหมือนเดิมอีกแล้ว การไม่ปรับเปลี่ยนพอร์ตประกันก็เหมือนการที่เราใส่เสื้อผ้าตัวเดิมๆ ตั้งแต่สมัยเด็กๆ น่ะค่ะ มันอาจจะยังใส่ได้ แต่ก็อึดอัด ไม่สบายตัว และไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันเอาเสียเลย ฟ้าใสเชื่อว่าการที่เราดูแลและปรับพอร์ตประกันให้ทันสมัยอยู่เสมอ จะช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าเราจะมีหลักประกันที่แข็งแกร่งพอจะรับมือกับทุกสิ่งที่เราต้องเจอในอนาคตค่ะ
เมื่อเศรษฐกิจไม่นิ่ง ประกันเราก็ต้องยืดหยุ่น!
ผลกระทบของเงินเฟ้อต่อมูลค่าประกัน
โอ๊ย! เรื่องเงินเฟ้อเนี่ย เป็นอะไรที่ฟ้าใสรู้สึกว่ามันกระทบชีวิตประจำวันเรามากๆ เลยนะคะ ลองคิดดูสิคะว่าเมื่อก่อนเงินร้อยบาทซื้ออะไรได้ตั้งเยอะแยะ แต่เดี๋ยวนี้…แทบไม่พอจะซื้อข้าวแกงหนึ่งจานด้วยซ้ำ!
แล้วลองนึกภาพถึงมูลค่าของเงินสินไหมที่เราจะได้รับจากประกันในอีก 10-20 ปีข้างหน้าดูสิคะ ถ้าวันนี้เราทำประกันชีวิตวงเงิน 1 ล้านบาท ดูเหมือนจะเยอะนะ แต่พอเวลาผ่านไป เงิน 1 ล้านบาทในอนาคตอาจจะมีกำลังซื้อแค่ครึ่งเดียวของวันนี้ก็ได้นะ นั่นหมายความว่าความคุ้มครองที่เราคิดว่าจะเพียงพอ อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วค่ะ นี่แหละคือผลกระทบที่น่ากลัวของเงินเฟ้อที่กัดกินมูลค่าของเงินเราไปเรื่อยๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว ประกันบางชนิดโดยเฉพาะประกันชีวิตแบบตลอดชีพหรือแบบสะสมทรัพย์ที่มีวงเงินคงที่ อาจจะไม่ได้ให้ความคุ้มครองที่แท้จริงตามมูลค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เพราะฉะนั้น การเลือกประกันที่สามารถปรับเพิ่มวงเงินได้ หรือมีส่วนควบที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้ชนะเงินเฟ้อได้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เลยค่ะ ฟ้าใสถึงได้บอกว่าเราต้องมองให้ไกลกว่าแค่ตัวเลขที่ระบุอยู่ในกรมธรรม์นะคะ
ดอกเบี้ยขึ้นลง ชีวิตก็ต้องปรับ
เรื่องดอกเบี้ยนี่ก็เป็นอีกปัจจัยที่ฟ้าใสคิดว่ามีผลกับพอร์ตประกันของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยค่ะ เวลาดอกเบี้ยขึ้น เราก็จะรู้สึกว่าเงินฝากให้ผลตอบแทนดีขึ้นเนอะ แต่อีกด้านหนึ่ง ภาระหนี้สินของเรา เช่น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งนั่นหมายถึงสภาพคล่องทางการเงินของเราก็จะลดลง ทำให้เราอาจจะต้องจ่ายเบี้ยประกันยากขึ้น หรือคิดจะลดความคุ้มครองบางส่วนลงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ในทางกลับกัน ถ้าดอกเบี้ยลดลง คนก็จะมองหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ซึ่งประกันบางประเภทที่เน้นการลงทุนก็จะได้รับความสนใจมากขึ้นนั่นเองค่ะ ฟ้าใสเองก็เคยเจอช่วงที่ดอกเบี้ยเงินฝากแทบจะเป็นศูนย์ เลยลองหันมามองประกันควบการลงทุนที่ให้โอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า เพื่อให้เงินของเราไม่หยุดนิ่งและเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป การที่เราเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดอกเบี้ยกับประกัน จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าจะรักษาสภาพคล่องทางการเงินอย่างไร และจะเลือกผลิตภัณฑ์ประกันแบบไหนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ดอกเบี้ยในแต่ละช่วงเวลาค่ะ อย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เลยนะคะ มันส่งผลต่อชีวิตเรามากกว่าที่คิดค่ะ
เช็คลิสต์ประกันที่มี: ได้เวลาปัดฝุ่นพอร์ตเก่าแล้ว!
สำรวจความคุ้มครองปัจจุบัน
เพื่อนๆ คะ ลองหาเวลาว่างๆ สักครึ่งชั่วโมง หยิบกรมธรรม์ประกันภัยทุกเล่มที่มีออกมาวางเรียงกันเลยค่ะ (ฟ้าใสทำแบบนี้จริงๆ นะ!) แล้วมาดูกันว่าตอนนี้เรามีประกันอะไรอยู่บ้าง แต่ละฉบับคุ้มครองอะไร วงเงินเท่าไหร่ เบี้ยประกันเท่าไหร่ และที่สำคัญที่สุดคือ “มันยังตอบโจทย์ชีวิตในปัจจุบันของเราอยู่ไหม” อย่างฟ้าใสเอง ตอนที่ยังโสดก็เน้นประกันสุขภาพเป็นหลัก เพราะไม่มีภาระอะไรมาก แต่พอมีครอบครัว มีลูก ก็ต้องมานั่งคิดใหม่ว่าประกันชีวิตที่มีวงเงินแค่นั้นจะพอสำหรับคนที่เรารักไหมนะ หรือประกันโรคร้ายแรงที่เคยทำไว้เมื่อ 10 ปีก่อน ตอนนี้ยังครอบคลุมโรคใหม่ๆ หรือเปล่า การสำรวจความคุ้มครองอย่างละเอียดจะช่วยให้เราเห็นภาพรวมทั้งหมด และรู้ว่ามีตรงไหนที่เป็นช่องว่างที่เราควรจะเติมเต็ม หรือตรงไหนที่อาจจะซ้ำซ้อนกันจนเกินความจำเป็น ตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีประกันสุขภาพจากหลายบริษัท ความคุ้มครองอาจจะทับซ้อนกันในบางส่วน ซึ่งอาจทำให้เราเสียเงินค่าเบี้ยโดยไม่จำเป็นก็เป็นได้ค่ะ อย่าปล่อยให้กรมธรรม์เหล่านั้นกลายเป็นแค่เอกสารกองโตที่เก็บไว้ในลิ้นชักเฉยๆ นะคะ เราต้องทำให้มันทำงานให้เราอย่างคุ้มค่าที่สุด!
ประเมินความจำเป็นในแต่ละช่วงชีวิต
ชีวิตคนเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาใช่ไหมคะ ตั้งแต่เรียนจบ เริ่มทำงาน แต่งงาน มีลูก สร้างบ้าน จนถึงวัยเกษียณ แต่ละช่วงชีวิตก็มีความต้องการที่แตกต่างกันออกไปค่ะ อย่างตอนที่ฟ้าใสเพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ ก็เน้นประกันอุบัติเหตุกับประกันสุขภาพราคาเบาๆ เพราะตอนนั้นยังไม่มีเงินเก็บมาก แต่พอทำงานไปได้สักพัก เริ่มมีเงินเก็บ มีภาระที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ก็เริ่มมองหาประกันชีวิตที่คุ้มครองวงเงินที่สูงขึ้น เพื่อเป็นหลักประกันให้ครอบครัวถ้าเกิดอะไรไม่คาดฝันขึ้นกับเรา หรือพอเข้าสู่วัยที่ต้องดูแลพ่อแม่ ก็ต้องมองหาประกันสุขภาพสำหรับท่านด้วยเช่นกัน การประเมินความจำเป็นในแต่ละช่วงชีวิตจะช่วยให้เราจัดสรรงบประมาณได้อย่างเหมาะสม และเลือกประกันที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของเราได้ ไม่ใช่แค่ทำตามกระแสหรือตามที่คนอื่นบอกว่าดีค่ะ จำไว้นะคะว่า “ประกันที่ดีที่สุดคือประกันที่เหมาะสมกับเราที่สุดในแต่ละช่วงเวลา” ไม่ใช่ประกันที่แพงที่สุดหรือให้ความคุ้มครองเยอะที่สุดเสมอไป ลองมานั่งคุยกับตัวเองดูว่าตอนนี้ชีวิตเราอยู่ตรงไหน มีความรับผิดชอบอะไรบ้าง แล้วความเสี่ยงที่เรากังวลมากที่สุดคืออะไร จากนั้นค่อยมาดูกันว่าประกันที่เรามีมันช่วยตอบโจทย์ตรงนั้นได้ดีแค่ไหนค่ะ
เลือกประกันแบบไหนให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน?
ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ: สิ่งที่ขาดไม่ได้
จากประสบการณ์ที่ฟ้าใสเจอมาเองนะคะ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือแย่ สิ่งหนึ่งที่เราควรมีติดตัวไว้เสมอเลยคือ “ประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ” ค่ะ เพราะสุขภาพเราเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนจริงๆ ไม่ว่าจะระมัดระวังแค่ไหน อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้เสมอ แถมเดี๋ยวนี้ค่ารักษาพยาบาลก็แพงหูฉี่ ถ้าไม่มีประกันรองรับ เราอาจจะต้องหมดเงินเก็บไปกับการรักษาพยาบาลเพียงครั้งเดียวก็ได้นะ ฟ้าใสเคยมีเพื่อนคนหนึ่งป่วยเป็นโรคร้ายแรง ต้องรักษาตัวนานหลายเดือน โชคดีที่เขามีประกันสุขภาพที่ดีเยี่ยม ทำให้ไม่ต้องควักเงินก้อนใหญ่มาจ่ายค่ารักษาเอง พ่อแม่ของเขาก็ไม่ต้องมาแบกรับภาระตรงนี้ด้วย มันทำให้ฟ้าใสเห็นเลยว่าประกันสุขภาพมันสำคัญแค่ไหน ยิ่งตอนนี้มีโรคอุบัติใหม่เยอะแยะไปหมด การเลือกประกันสุขภาพที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้กว้างขวาง ทั้งค่าห้อง ค่าผ่าตัด ค่ายา หรือแม้แต่ค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉิน มันช่วยให้เราอุ่นใจได้มากๆ เลยค่ะ ส่วนประกันอุบัติเหตุก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะขับรถ เดินทาง หรือแม้แต่อยู่บ้าน การมีประกันอุบัติเหตุจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและให้เงินชดเชยเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันค่ะ
ประกันชีวิตแบบปรับเปลี่ยนได้ (Universal Life / Unit-Linked)
ในยุคที่ทุกอย่างไม่แน่นอนแบบนี้ ฟ้าใสรู้สึกว่าประกันชีวิตแบบเดิมๆ ที่เน้นความคุ้มครองอย่างเดียว หรือแบบสะสมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนตายตัว อาจจะยังไม่ตอบโจทย์เราได้เต็มที่นะคะ เลยอยากแนะนำให้เพื่อนๆ ลองหันมาศึกษาประกันชีวิตแบบปรับเปลี่ยนได้ อย่างเช่น ประกันควบการลงทุน หรือ Unit-Linked (ยูนิตลิงค์) หรือ Universal Life (ยูนิเวอร์แซลไลฟ์) ดูค่ะ ประกันพวกนี้จะมีความยืดหยุ่นสูงมากๆ เพราะเราสามารถเลือกความคุ้มครองชีวิตได้ตามต้องการ และยังสามารถปรับเปลี่ยนวงเงินคุ้มครองได้ตามช่วงชีวิตที่เปลี่ยนไป ที่สำคัญคือส่วนของเงินลงทุนที่เราสามารถเลือกกองทุนรวมที่หลากหลายได้เอง ทำให้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าประกันแบบดั้งเดิม และยังมีโอกาสชนะเงินเฟ้อได้อีกด้วย ฟ้าใสเองก็ลองศึกษาและทำประกันแบบ Unit-Linked มาสักพักแล้วค่ะ รู้สึกว้าวมาก เพราะมันทำให้เงินของเราทำงานได้มากกว่าแค่รอรับความคุ้มครองอย่างเดียว เวลาที่เศรษฐกิจดี เราก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น แต่ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี เราก็ยังคงได้รับความคุ้มครองชีวิตตามที่ต้องการค่ะ มันเหมือนเราได้ทั้งหลักประกันชีวิตและการลงทุนไปพร้อมๆ กันในกรมธรรม์เดียว ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ที่เราต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาจริงๆ นะ
ประกันควบการลงทุน (Unit-Linked): ทางเลือกใหม่ที่ฟ้าใสลองแล้วว้าว!
ทำความรู้จัก Unit-Linked ง่ายๆ สไตล์ฟ้าใส
มาค่ะเพื่อนๆ ใครยังไม่รู้จัก Unit-Linked หรือรู้จักแต่รู้สึกว่ามันยุ่งยากซับซ้อน ฟ้าใสจะเล่าให้ฟังแบบง่ายๆ สไตล์ฟ้าใสเองนะคะ คิดภาพว่า Unit-Linked เนี่ย มันก็คือประกันชีวิตนั่นแหละค่ะ แต่พิเศษตรงที่มันมีส่วนของการลงทุนพ่วงมาด้วย เหมือนเราซื้อของ 2 อย่างในแพ็คเดียว ประกันชีวิตทั่วไปที่เราจ่ายเบี้ยไป ก็จะได้รับความคุ้มครองชีวิตใช่ไหมคะ แต่ Unit-Linked เนี่ย พอเราจ่ายเบี้ยไป ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการทำประกัน (ค่าธรรมเนียมต่างๆ ค่าบริหารกรมธรรม์) อีกส่วนที่เหลือก็จะถูกนำไปลงทุนในกองทุนรวมต่างๆ ที่เราเลือกเองได้ค่ะ ซึ่งกองทุนรวมพวกนี้ก็มีให้เลือกหลากหลายมากๆ ตั้งแต่กองทุนที่ความเสี่ยงต่ำ ไปจนถึงความเสี่ยงสูงปรี๊ด แล้วแต่ว่าเราจะรับความเสี่ยงได้แค่ไหนเลยค่ะ สิ่งที่ฟ้าใสชอบมากๆ คือมันมีความยืดหยุ่นสูง เราสามารถปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนได้ตลอดเวลาตามสถานการณ์เศรษฐกิจและความพอใจของเรา แถมยังสามารถเพิ่มหรือลดความคุ้มครองชีวิตได้อีกด้วยนะ อย่างถ้าช่วงไหนเรามีภาระเยอะขึ้น อยากเพิ่มวงเงินคุ้มครองก็ทำได้ง่ายๆ เลยค่ะ มันทำให้รู้สึกว่าเราเป็นคนควบคุมการเงินของเราเองได้อย่างแท้จริง
ข้อดีและข้อควรพิจารณาของ Unit-Linked

จากการที่ฟ้าใสได้ลองสัมผัส Unit-Linked มาด้วยตัวเอง ก็พบว่ามันมีข้อดีหลายอย่างที่ตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบันมากๆ เลยค่ะ
1. ความคุ้มครองที่ยืดหยุ่น: เราสามารถเลือกวงเงินคุ้มครองได้ตามความต้องการ และปรับเปลี่ยนได้ในอนาคต ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าความคุ้มครองจะไม่เพียงพอเมื่อชีวิตเราเปลี่ยนไป
2.
โอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า: ส่วนของการลงทุนในกองทุนรวม ทำให้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินหรือประกันแบบสะสมทรัพย์ทั่วไป ซึ่งช่วยให้เงินของเราเติบโตและชนะเงินเฟ้อได้
3.
การเข้าถึงการลงทุนที่หลากหลาย: เราสามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวมได้หลากหลายประเภท ซึ่งผู้เชี่ยวชาญดูแลให้ ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลามาศึกษาการลงทุนเองทั้งหมด
4.
เพิ่มมูลค่าให้เงินออม: แทนที่จะเสียเบี้ยประกันไปเปล่าๆ Unit-Linked ช่วยให้เงินเบี้ยประกันของเรามีโอกาสเติบโตไปพร้อมๆ กับการได้รับความคุ้มครองแต่ก็มีข้อควรพิจารณาเช่นกันนะคะ
1.
มีความเสี่ยงจากการลงทุน: เหมือนการลงทุนทั่วไปค่ะ ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับผลประกอบการของกองทุนที่เราเลือก ซึ่งหมายถึงมีโอกาสขาดทุนได้
2. ค่าธรรมเนียม: มีค่าธรรมเนียมบางอย่างที่เราต้องศึกษาให้ดี เช่น ค่าธรรมเนียมการบริหารกรมธรรม์ หรือค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุน
3.
ความเข้าใจในการลงทุน: แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญดูแล แต่เราก็ควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนในระดับหนึ่ง เพื่อให้สามารถตัดสินใจเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้สรุปง่ายๆ คือ Unit-Linked เป็นเครื่องมือทางการเงินที่น่าสนใจมากๆ สำหรับคนที่ต้องการทั้งความคุ้มครองและโอกาสในการลงทุนไปพร้อมๆ กัน แต่ก็ต้องศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจให้ดีก่อนตัดสินใจนะคะ
มองยาวๆ เพื่ออนาคต: วางแผนเกษียณและมรดก
วางแผนเกษียณอายุแบบไม่ต้องกังวล
เพื่อนๆ คะ เคยคิดถึงวันที่เราเกษียณอายุไหมคะ? วันที่เราไม่ต้องทำงานทุกวัน อยากทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ ไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ อยากใช้ชีวิตแบบไหนก็ได้ ฟ้าใสเชื่อว่าทุกคนก็อยากมีชีวิตบั้นปลายที่สบายๆ ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องเงินใช่ไหมคะ การวางแผนเกษียณอายุจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ที่เราไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ และประกันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การวางแผนเกษียณของเราเป็นไปได้อย่างราบรื่นค่ะ โดยเฉพาะประกันบำนาญ หรือประกันชีวิตที่เน้นการสะสมทรัพย์ระยะยาว ที่ให้เงินคืนเป็นงวดๆ เมื่อเราเกษียณอายุ ประกันเหล่านี้จะช่วยให้เรามีกระแสเงินสดเข้ามาใช้จ่ายในวัยเกษียณอย่างสม่ำเสมอ เหมือนมีเงินเดือนเข้าทุกเดือนแม้จะไม่ได้ทำงานแล้วก็ตามค่ะ ฟ้าใสเคยคุยกับผู้เชี่ยวชาญ เขาบอกว่ายิ่งเราเริ่มวางแผนเร็วเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น เพราะเราจะมีเวลาให้เงินของเราเติบโตมากขึ้นด้วยพลังของดอกเบี้ยทบต้น และเราก็ไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันต่อปีเยอะเกินไปจนเป็นภาระด้วยค่ะ การมีแผนรองรับหลังเกษียณจะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างไร้ความกังวล และมีความสุขกับช่วงชีวิตที่อิสระได้อย่างเต็มที่ค่ะ
ส่งต่อมรดกและลดภาระภาษี
นอกจากเรื่องเกษียณอายุแล้ว อีกเรื่องที่หลายคนอาจจะยังไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควรก็คือ “การวางแผนมรดก” ค่ะ เราทุกคนคงอยากจะส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับคนที่เรารักใช่ไหมคะ การทำประกันชีวิตนี่แหละค่ะ เป็นเครื่องมือชั้นดีในการสร้างมรดกให้ลูกหลานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเงินสินไหมจากประกันชีวิตจะถูกส่งต่อให้กับผู้รับผลประโยชน์โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการจัดการมรดกที่ยุ่งยากและใช้เวลานาน อีกทั้งยังสามารถช่วยลดภาระภาษีมรดกได้อีกด้วยนะคะ ทำให้คนที่เรารักได้รับเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยตามที่เราตั้งใจไว้ค่ะ ฟ้าใสเคยอ่านเจอว่าบางคนอาจจะมีทรัพย์สินเยอะ แต่ทรัพย์สินเหล่านั้นอาจจะไม่ได้อยู่ในรูปของเงินสดทั้งหมด ทำให้เมื่อถึงเวลาต้องแบ่งมรดก หรือมีค่าใช้จ่ายต่างๆ เกิดขึ้น ลูกหลานอาจจะต้องเดือดร้อนกับการจัดการทรัพย์สินเหล่านั้น แต่ถ้ามีประกันชีวิต เงินก้อนนี้จะช่วยเป็นสภาพคล่องให้คนที่อยู่ข้างหลังสามารถจัดการเรื่องต่างๆ ได้อย่างราบรื่นค่ะ มันคือการแสดงความรักและความรับผิดชอบต่อครอบครัวที่เราจากมาอย่างแท้จริงเลยนะคะ
เคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ จากฟ้าใส: เพิ่มความคุ้มค่าให้พอร์ตประกัน
ตารางเปรียบเทียบประเภทประกันที่น่าสนใจ
เพื่อนๆ คงเห็นแล้วว่าประกันมีหลายประเภทมากๆ เลยใช่ไหมคะ บางทีก็งงว่าแต่ละแบบมันต่างกันยังไง แล้วแบบไหนที่เหมาะกับเราที่สุด ฟ้าใสเลยลองสรุปตารางง่ายๆ มาให้ดู เผื่อจะเป็นแนวทางในการตัดสินใจเลือกประกันที่เหมาะกับเพื่อนๆ ในสถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้ค่ะ
| ประเภทประกัน | จุดเด่น | เหมาะสำหรับ | ข้อควรพิจารณา |
|---|---|---|---|
| ประกันสุขภาพ | คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ครอบคลุมโรคทั่วไปและโรคร้ายแรง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ | ทุกคน ทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้ที่กังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น | เบี้ยประกันอาจปรับขึ้นตามอายุ, อาจมีข้อจำกัดเรื่องวงเงิน/โรค |
| ประกันอุบัติเหตุ | ให้เงินชดเชยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะบาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต เบี้ยประกันไม่แพง | ทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางบ่อย หรือมีกิจกรรมที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ | คุ้มครองเฉพาะกรณีที่เกิดจากอุบัติเหตุเท่านั้น |
| ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ | ให้ความคุ้มครองชีวิตยาวนานถึงอายุ 90-99 ปี หรือตลอดชีวิต สร้างหลักประกันให้ครอบครัว | ผู้ที่ต้องการสร้างมรดก หรือต้องการความคุ้มครองระยะยาว | เบี้ยประกันอาจสูงเมื่อเทียบกับความคุ้มครองในระยะแรกๆ |
| ประกันสะสมทรัพย์ | เน้นการออมเงิน ให้ผลตอบแทนตามที่กำหนด มีเงินคืนตามสัญญา | ผู้ที่ต้องการออมเงินแบบมีวินัย และได้รับความคุ้มครองชีวิตควบคู่ไปด้วย | ผลตอบแทนอาจไม่สูงมาก และอาจไม่ชนะเงินเฟ้อในระยะยาว |
| ประกันควบการลงทุน (Unit-Linked) | คุ้มครองชีวิตและมีโอกาสลงทุนในกองทุนรวม ให้ผลตอบแทนสูงกว่าประกันทั่วไป มีความยืดหยุ่นสูง | ผู้ที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง ต้องการทั้งความคุ้มครองและการลงทุน | มีความเสี่ยงจากการลงทุน, ควรศึกษาข้อมูลกองทุนให้ดีก่อนตัดสินใจ |
| ประกันบำนาญ | จ่ายเงินคืนเป็นรายงวดเมื่อเกษียณอายุ เพื่อเป็นรายได้หลังการทำงาน | ผู้ที่ต้องการวางแผนเกษียณอายุ ต้องการมีรายได้สม่ำเสมอหลังเกษียณ | ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับสัญญา, อาจไม่ยืดหยุ่นเท่าประกันควบการลงทุน |
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญคือทางออกที่ดีที่สุด
บางทีการดูตารางหรืออ่านข้อมูลเยอะๆ มันก็อาจจะทำให้เราสับสนได้ใช่ไหมคะ ฟ้าใสเข้าใจเลย เพราะตอนแรกฟ้าใสก็เป็นเหมือนกัน! ยิ่งเรื่องประกันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีรายละเอียดเยอะมากๆ การตัดสินใจเลือกประกันเองทั้งหมดอาจจะทำให้เราพลาดข้อมูลสำคัญบางอย่างไปได้ค่ะ สิ่งที่ฟ้าใสอยากแนะนำเพื่อนๆ มากที่สุดเลยก็คือ “การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัย” ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนประกัน หรือที่ปรึกษาทางการเงินที่มีใบอนุญาตรับรอง เพราะคนเหล่านี้เขามีความรู้และประสบการณ์ที่จะช่วยวิเคราะห์ความต้องการของเราได้อย่างถูกต้อง และแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับเราที่สุดได้ค่ะ อย่าอายที่จะถามคำถามที่เราสงสัย หรือขอให้เขาอธิบายในส่วนที่เรายังไม่เข้าใจให้ชัดเจนนะคะ การที่เราได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้น และมั่นใจได้ว่าเรากำลังตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองและครอบครัวค่ะ แถมบางทีผู้เชี่ยวชาญก็อาจจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ในการปรับพอร์ตประกันให้คุ้มค่ามากที่สุด ที่เราอาจจะยังไม่รู้ก็ได้นะ
ข้อผิดพลาดที่ควรเลี่ยงเมื่อปรับพอร์ตประกัน
หลีกเลี่ยงการยกเลิกประกันเดิมทั้งหมดทันที
จากประสบการณ์ตรงของฟ้าใสและที่เคยได้ยินจากหลายๆ คนนะคะ มีบางครั้งที่เราอาจจะรู้สึกว่าประกันเดิมมันไม่ตอบโจทย์แล้ว เลยอยากจะยกเลิกทั้งหมดแล้วทำใหม่ทันที แต่ฟ้าใสอยากเตือนเพื่อนๆ ว่า “อย่าเพิ่งใจร้อนยกเลิกประกันเดิมทั้งหมดในคราวเดียวเด็ดขาดเลยนะคะ!” เพราะการยกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยบางประเภท โดยเฉพาะประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพแบบดั้งเดิม อาจจะทำให้เราสูญเสียผลประโยชน์บางอย่างไป เช่น สูญเสียสิทธิ์ในการต่ออายุกรมธรรม์ หรือเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ที่เราได้รับอาจจะไม่คุ้มกับเบี้ยประกันที่เราจ่ายไปแล้วก็ได้ค่ะ นอกจากนี้ การทำประกันใหม่ทั้งหมดในคราวเดียว ก็อาจจะทำให้เราต้องเริ่มต้นระยะเวลารอคอย (Waiting Period) ของประกันสุขภาพใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง ซึ่งในช่วงระยะเวลานั้น หากเกิดการเจ็บป่วยขึ้น เราก็จะไม่ได้รับการคุ้มครอง และที่สำคัญคือ หากเรามีประวัติสุขภาพที่ไม่ดีขึ้นหลังจากทำประกันเดิมไปแล้ว การทำประกันใหม่ก็อาจจะถูกปฏิเสธ หรือต้องจ่ายเบี้ยที่สูงขึ้นมากๆ ได้ค่ะ ทางที่ดีคือควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือตัวแทนประกันที่เราไว้ใจ เพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนการปรับเปลี่ยนอย่างรอบคอบ ค่อยๆ ปรับทีละส่วน หรือทำประกันฉบับใหม่ให้มีผลคุ้มครองก่อน แล้วค่อยพิจารณายกเลิกฉบับเดิมที่เห็นว่าไม่จำเป็นจริงๆ ค่ะ
ไม่ประเมินความเสี่ยงและงบประมาณอย่างรอบคอบ
อีกหนึ่งข้อผิดพลาดที่ฟ้าใสเห็นบ่อยๆ เลยก็คือ การที่เราไม่ยอมเสียเวลามานั่งประเมินความเสี่ยงของตัวเอง และไม่วางแผนงบประมาณอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจปรับพอร์ตประกันค่ะ บางคนอาจจะเห็นเพื่อนทำประกันแบบไหนแล้วดี ก็อยากจะทำตามบ้างโดยไม่ได้พิจารณาว่ามันเหมาะกับชีวิตตัวเองหรือไม่ หรือบางคนอาจจะมองแต่เรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนเพียงอย่างเดียว จนลืมไปว่าวัตถุประสงค์หลักของการทำประกันคือ “ความคุ้มครองความเสี่ยง” นะคะ การประเมินความเสี่ยงคือการที่เรามานั่งดูว่าตอนนี้เรามีภาระอะไรบ้าง มีคนที่ต้องดูแลไหม มีหนี้สินอะไรหรือเปล่า และถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นกับเรา ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ แล้วเรามีเงินเก็บสำรองเพียงพอแค่ไหน ส่วนเรื่องงบประมาณก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ เราควรจะจัดสรรเงินสำหรับจ่ายเบี้ยประกันให้เหมาะสมกับรายได้ของเรา ไม่มากเกินไปจนเป็นภาระ และไม่น้อยเกินไปจนความคุ้มครองไม่เพียงพอ การทำประกันมากเกินไปจนกระทบสภาพคล่องทางการเงินของเรา ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจอะไร อยากให้เพื่อนๆ ลองใช้เวลาคิดทบทวนอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทั้งเรื่องความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และงบประมาณที่เรามี เพื่อให้ได้ประกันที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ชีวิตของเราได้มากที่สุดนะคะ อย่าเพิ่งรีบร้อนตัดสินใจเชียวค่ะ
ส่งท้ายกันสักนิดนะคะ
เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ ฟ้าใสหวังว่าโพสต์นี้จะทำให้ทุกคนได้ฉุกคิดถึงเรื่องประกันกันมากขึ้นนะ จริงๆ แล้วเรื่องประกันไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยค่ะ แต่เป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ ที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ ยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจมีความผันผวนสูงแบบนี้ การมีประกันที่ดีและเหมาะสมก็เหมือนการมีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งคอยดูแลเราและคนที่เรารักจากความไม่แน่นอนต่างๆ ฟ้าใสเองก็เคยคิดว่าแค่มีประกันพื้นฐานก็น่าจะพอแล้ว แต่พอได้ศึกษาและสัมผัสด้วยตัวเองก็รู้เลยว่าโลกมันเปลี่ยนไปจริงๆ การที่เราจะอยู่รอดและมีความสุขได้ เราต้องปรับตัวให้ทันโลกอยู่เสมอค่ะ การดูแลพอร์ตประกันให้ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ชีวิตในทุกช่วงวัย จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมากๆ เลย
ฟ้าใสอยากให้ทุกคนลองกลับไปทบทวนกรมธรรม์ประกันภัยของตัวเองดูนะคะว่าตอนนี้มันยังเหมาะสมกับชีวิตปัจจุบันของเราอยู่ไหม มีตรงไหนที่เราต้องปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมบ้าง อย่าปล่อยให้ความไม่รู้หรือความชะล่าใจมาบั่นทอนความมั่นคงในชีวิตของเราเลยค่ะ การลงทุนในประกันที่ถูกต้องคือการลงทุนในความอุ่นใจและอนาคตที่มั่นคงของเราเองนะคะ ถ้ามีข้อสงสัยตรงไหน หรืออยากให้ฟ้าใสมาเล่าเรื่องอะไรเพิ่มเติมอีก ก็คอมเมนต์มาบอกกันได้เลยน้า!
ข้อมูลดีๆ ที่ควรรู้
1. ประเมินความเสี่ยงและเป้าหมาย: ก่อนตัดสินใจเลือกหรือปรับพอร์ตประกัน ควรประเมินความเสี่ยงที่ยอมรับได้และเป้าหมายทางการเงินของตัวเองให้ชัดเจน เช่น ต้องการคุ้มครองชีวิต, ค่ารักษาพยาบาล, วางแผนเกษียณ หรือส่งต่อมรดก.
2. ทบทวนกรมธรรม์สม่ำเสมอ: แนะนำให้ทบทวนกรมธรรม์ประกันภัยอย่างน้อยปีละครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต เช่น แต่งงาน มีบุตร หรือเปลี่ยนงาน เพื่อให้ความคุ้มครองยังคงเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน.
3. ระวังเงินเฟ้อ: เงินเฟ้อส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของเงินในอนาคต ทำให้ความคุ้มครองที่ดูเหมือนจะพอในวันนี้ อาจไม่พอในอีกหลายปีข้างหน้า ควรพิจารณาประกันที่สามารถปรับเพิ่มวงเงิน หรือมีผลตอบแทนที่ช่วยชนะเงินเฟ้อได้ เช่น Unit-Linked.
4. พิจารณาประกันควบการลงทุน (Unit-Linked): เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการทั้งความคุ้มครองชีวิตและโอกาสในการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นและยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนตามความต้องการและสถานการณ์เศรษฐกิจ.
5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: การขอคำแนะนำจากตัวแทนประกันหรือที่ปรึกษาทางการเงินที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณของคุณมากที่สุด.
สรุปประเด็นสำคัญ
ในยุคที่โลกไม่หยุดนิ่งและเศรษฐกิจมีความผันผวนสูง การมีประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วนะคะ สิ่งสำคัญที่เราควรทำคือการ “ปรับมุมมอง” และ “ปรับพอร์ตประกัน” ของเราให้มีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์กับความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การสำรวจความคุ้มครองที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน การประเมินความจำเป็นในแต่ละช่วงชีวิต รวมถึงการทำความเข้าใจผลกระทบของเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อคุ้มครองค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝัน ส่วนประกันชีวิตแบบปรับเปลี่ยนได้ หรือประกันควบการลงทุน (Unit-Linked) ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ที่จะช่วยให้เราได้ทั้งความคุ้มครองและโอกาสในการสร้างผลตอบแทนไปพร้อมๆ กัน ซึ่งจะช่วยให้เงินของเราเติบโตและชนะเงินเฟ้อได้. การวางแผนเกษียณอายุและมรดกก็เป็นอีกหนึ่งมิติที่เราควรให้ความสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าอนาคตของเราและคนที่เรารักจะมีความมั่นคง การตัดสินใจปรับเปลี่ยนพอร์ตประกันอย่างรอบคอบ โดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และหลีกเลี่ยงการยกเลิกประกันเดิมทั้งหมดทันที จะช่วยให้เราได้รับประโยชน์สูงสุด และมีความอุ่นใจในทุกสถานการณ์ของชีวิตค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: คำถามแรกที่ฟ้าใสได้ยินบ่อยๆ เลยก็คือ “ทำไมเราต้องมานั่งทบทวนกรมธรรม์ประกันชีวิตของเราในช่วงที่เศรษฐกิจไม่แน่นอนแบบนี้ด้วยล่ะคะฟ้าใส?”
ตอบ: คำถามนี้โดนใจฟ้าใสมากๆ เลยค่ะเพื่อนๆ! เพราะก่อนหน้านี้ฟ้าใสเองก็คิดแบบเดียวกันเลยว่าทำประกันไปแล้วก็จบ ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่พอมาเจอสถานการณ์แบบตอนนี้ที่ข้าวของแพงขึ้น เงินเฟ้อก็วิ่งแซงหน้าไปแล้ว ดอกเบี้ยก็ขึ้นๆ ลงๆ รายได้บางคนอาจจะไม่แน่นอนเหมือนเมื่อก่อน พอฟ้าใสได้มานั่งทบทวนดูจริงๆ นะคะ ถึงได้รู้ว่ากรมธรรม์ที่เราทำไว้เมื่อหลายปีก่อน อาจจะไม่ได้ให้ความคุ้มครองที่เพียงพออีกต่อไปแล้วค่ะ อย่างค่ารักษาพยาบาลก็แพงขึ้นเยอะมาก ถ้าเรายังใช้ทุนประกันสุขภาพเท่าเดิม มันอาจจะไม่พอจ่ายค่าหมอค่ายาแล้วนะคะ หรือบางคนที่มีประกันแบบสะสมทรัพย์ที่เคยคิดว่าได้ผลตอบแทนดีๆ ตอนนี้อาจจะสู้เงินเฟ้อไม่ไหวแล้วก็ได้ค่ะ การที่เราได้กลับมาดูกรมธรรม์ใหม่ ก็เหมือนได้อัปเดตสุขภาพทางการเงินของเราให้แข็งแรง พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงในอนาคตไงคะ ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องของความอุ่นใจของตัวเราและคนที่เรารักด้วยค่ะ
ถาม: แล้วเราควรจะปรับหรือพิจารณาประกันประเภทไหนเป็นพิเศษในช่วงนี้ดีคะฟ้าใส? คือตอนนี้มันมีประกันแบบใหม่ๆ ออกมาเยอะแยะไปหมดจนเลือกไม่ถูกเลยค่ะ
ตอบ: อู๊ย! เข้าใจเลยค่ะเพื่อนๆ เพราะฟ้าใสเองก็ปวดหัวกับเรื่องนี้เหมือนกันค่ะ ตอนนี้ประกันมีให้เลือกเยอะจริงๆ แถมแต่ละแบบก็มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ทำให้เรางงไปหมด แต่ถ้าให้ฟ้าใสแนะนำจากประสบการณ์ตรงเลยนะคะ ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่แน่นอนแบบนี้ สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญมากๆ คือ “ประกันสุขภาพ” ค่ะ เพราะค่ารักษาพยาบาลมันแพงขึ้นจริงๆ ถ้าไม่เตรียมไว้ เราอาจจะต้องควักเงินเก็บทั้งก้อนมารักษาตัวเองได้เลยนะ แล้วก็ “ประกันชีวิต” ที่มีวงเงินคุ้มครองเพียงพอสำหรับคนข้างหลังค่ะ เผื่อเกิดอะไรขึ้นกับเรา คนที่เรารักจะได้ไม่ลำบาก นอกจากนี้ ถ้าใครพอมีกำลังทรัพย์ ลองพิจารณา “ประกันควบการลงทุน” (Unit-linked) ที่มีความยืดหยุ่นสูง ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ หรือ “ประกันออมทรัพย์” ที่มีเงื่อนไขเรื่องผลตอบแทนและเงินเฟ้อให้ดีๆ ค่ะ สำคัญที่สุดคือต้องกลับไปดูว่า “ความคุ้มครองเดิมที่เรามี มันพอกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันไหม” และ “ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินของเราในอนาคตหรือเปล่า” อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจนะคะ ศึกษาให้ดีๆ ก่อน แล้วค่อยๆ เลือกที่เหมาะกับชีวิตของเราจริงๆ ค่ะ
ถาม: ฟ้าใสคะ แล้วเราควรจะทบทวนพอร์ตประกันของเราบ่อยแค่ไหนถึงจะดีที่สุดคะ? คือบางทีก็ยุ่งๆ จนลืมไปเลยค่ะ
ตอบ: เป็นคำถามที่เจอบ่อยมากๆ เลยค่ะเพื่อนๆ! ฟ้าใสเข้าใจดีเลยว่าชีวิตแต่ละวันมันมีเรื่องให้ทำเยอะแยะจนบางทีเราก็หลงลืมเรื่องสำคัญๆ แบบนี้ไปได้ง่ายๆ แต่ถ้าถามว่าควรทบทวนบ่อยแค่ไหน ฟ้าใสแนะนำว่าอย่างน้อย “ปีละครั้ง” ก็ถือว่าดีมากๆ แล้วค่ะ เหมือนที่เราตรวจสุขภาพประจำปีนั่นแหละค่ะ เราจะได้เห็นว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ทั้งเรื่องสุขภาพของเราเอง ฐานะทางการเงิน หรือแม้แต่เป้าหมายในชีวิตที่อาจจะเปลี่ยนไป เช่น แต่งงาน มีลูก เปลี่ยนงาน มีหนี้สินเพิ่มขึ้น หรือจะเกษียณแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความต้องการประกันของเราทั้งนั้นค่ะ หรือถ้ามี “เหตุการณ์สำคัญในชีวิต” เกิดขึ้น เช่น ได้เลื่อนตำแหน่ง ได้เงินเดือนเพิ่ม มีลูกคนแรก หรือซื้อบ้านใหม่ อันนี้ก็เป็นสัญญาณเตือนที่ดีว่าได้เวลาที่เราต้องกลับมาดูพอร์ตประกันของเราอย่างละเอียดอีกครั้งแล้วนะคะ อย่าปล่อยทิ้งไว้นานค่ะ เพราะประกันไม่ใช่แค่กระดาษ แต่เป็นหลักประกันความมั่นคงให้ชีวิตของเราจริงๆ นะคะ





